posttoday
เศรษฐศาสตร์กับ‘ความหลากหลาย’

เศรษฐศาสตร์กับ‘ความหลากหลาย’

25 พฤษภาคม 2558

ความหลากหลาย (Diversity) เป็นมิติที่มีความสำคัญในด้านประชากรและสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้ตั้งแต่ความหลากหลายในเชื้อชาติ สัญชาติ (Ethnic Diversity) ความหลากหลายทางด้านภาษา (LanguageDiversity) ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Diversity) และความหลากหลายทางประชากร (Population Diversity) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีงานวิจัยทางด้านประชากรศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาในมิติของความหลากหลายเป็นจำนวนมาก 

ความหลากหลาย (Diversity) เป็นมิติที่มีความสำคัญในด้านประชากรและสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้ตั้งแต่ความหลากหลายในเชื้อชาติ สัญชาติ (Ethnic Diversity) ความหลากหลายทางด้านภาษา (LanguageDiversity) ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Diversity) และความหลากหลายทางประชากร (Population Diversity) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีงานวิจัยทางด้านประชากรศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาในมิติของความหลากหลายเป็นจำนวนมาก 

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ “ความหลากหลายทางประชากรและสังคม” โดยผมได้รับเกียรติให้ไปทำหน้าที่เป็นองค์ปาฐก (Keynote Speaker) ในงานประชุม ซึ่งทางผู้จัดต้องการให้ผมพูดในประเด็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ถึงความหลากหลาย(Diversity) ว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น ผมจึงอยากขออนุญาตใช้คอลัมน์วันนี้เพื่อเกริ่นเรื่องเป็นน้ำจิ้มครับ

จากที่นิสัยของนักเศรษฐศาสตร์ที่ชอบในการประเมินทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเลข ทีมคณาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ซึ่งได้แก่ Alesina และคณะ (2003) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นหนึ่ง “Fractionalization”  ในวารสาร Journal of Economic Growth โดยศึกษาการประมาณการค่า ดัชนีความหลากหลาย (Diversity Index) ออกมา จำแนกเป็น1) ความหลากหลายในเชื้อชาติ สัญชาติ (Ethnic Diversity) 2) ความหลากหลายทางภาษา (Language Diversity) และ 3)ความหลากหลายทางศาสนา (Religious Diversity) โดยใช้ข้อมูล 180 ประเทศ ผลว่า ประเทศที่มีความหลากหลายมากที่สุด 25 อันดับแรก เป็นประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกา โดยประเทศที่มีความหลากหลาย 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ ยูกันดา (หลากหลายมากที่สุด) ไลบีเรีย แคเมอรูน เคนยา และชาด ในขณะที่ประเทศที่มีความหลากหลายต่ำที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ (หลากหลายน้อยที่สุด) เยเมน คอโมโรส ญี่ปุ่น และตูนิเซีย

ทั้งนี้ ไทยอยู่อันดับที่ 52 ในด้านความหลากหลายในด้านเชื้อชาติและสัญชาติ อยู่อันดับที่ 45 ในด้านความหลากหลายทางด้านภาษา แต่กลับอยู่อันดับ 165 ในด้านความหลากหลายทางด้านศาสนา ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีระดับของความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ สัญชาติ และภาษาที่ค่อนข้างสูงมาก (แต่มีความหลากหลายทางด้านศาสนาที่ค่อนข้างน้อย)

ในมิติทางเศรษฐศาสตร์เห็นว่า ความหลากหลาย (Diversity) นี้ล้วนมีทั้งข้อดี (Benefit) และผลเสีย (Cost) ต่อการพัฒนาประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ โดยข้อเสียที่มักเกิดขึ้นจากความหลากหลายนั้น สามารถสร้าง “ต้นทุนที่ซ่อนอยู่” (Hidden Cost หรือ Transaction Cost) ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ดังนี้ 

ต้นทุนประเภทแรก ความหลากหลายทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) ระหว่างประชากรกลุ่มต่างๆ เช่น ระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าว ต้นทุนประเภทที่สอง ความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายเหล่านี้ อาจรุนแรงไปถึงการเกิดการกีดกันทางสังคมระหว่างกัน (SocialExclusion) ถ้าคนเหล่านั้นไม่มีการยอมรับซึ่งกันและกันสามารถนำมาสู่ความแตกแยกเป็นกลุ่มก้อนต่างๆ จนอาจทำให้เกิดความเห็นไม่ลงรอยกันในการกำหนดนโยบาย และอาจทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง (Political Instability) ดังที่เห็นจากกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ต้นทุนประเภทที่สาม ภาครัฐจะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนที่เกิดจากความหลากหลายดังกล่าว เช่น การสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนในแต่ละกลุ่ม และต้องตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของประชากรเหล่านั้น เช่น การให้บริการพื้นฐานอย่างการศึกษาและสาธารณสุขแก่แรงงานต่างด้าว และ ต้นทุนประเภทที่สี่ ด้วยการสิ้นเปลืองงบประมาณ ส่งผลทำให้เกิดค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศ เช่น การลงทุนในนวัตกรรมหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ 

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าความหลากหลายจะสร้างต้นทุนกับการพัฒนาประเทศก็ตาม แต่ทว่าประเทศยังสามารถใช้ประโยชน์ (Benefit) จากความหลากหลายได้หลายๆ กรณี ยกตัวอย่างเช่น ประโยชน์ประเภทแรกความหลากหลายเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้ใหม่ๆ (Source of New Knowledge) ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านวัฒนธรรม หรือความรู้ทางด้านภาษา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบบูรณาการขององค์ความรู้ อันทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ (การผสมผสานอาหารไทยกับจีน) 

ประโยชน์ประเภทที่สอง ความหลากหลายนำมาสู่ความต้องการของสินค้าและบริการในแต่ละกลุ่ม ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายนั้นเพิ่มขึ้น และเป็นช่องทางสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ ประโยชน์ประเภทที่สาม ในมุมมองของผู้บริโภค การมีสินค้าและบริการที่หลากหลายนำมาสู่ “ผลได้ของความหลากหลาย” (Gains from Variety) ซึ่งจากแนวคิดของ Pual Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผลได้จากความหลากหลายนี้ส่งผลทำให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 

นอกจากนั้น งานวิจัยพบว่า การลงทุนในความหลากหลายของพนักงาน (Workforce Diversity Investment) จะทำให้องค์กรนั้นมีระดับของความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้น มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถแก้ปัญหาจากการทำงานได้ง่ายขึ้น ลดการลาออก (Turnover) สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และสร้าง Core Value ให้กับองค์กร

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าความหลากหลายจะส่งผลทั้งทางบวกและทางลบ แต่เมื่อผมนำข้อมูลดัชนีความหลากหลายของ Alesina และคณะ (2003) มาหาความสำคัญกับดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ในระดับประเทศ กลับพบว่า ประเทศที่มีระดับของความหลากหลายสูงจะมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่มีระดับของการพัฒนามนุษย์ต่ำ (โดยมีค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์ประมาณ -0.82)

ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับของความหลากหลายทางด้านประชากรและสังคมที่ค่อนข้างสูง การบริหารจัดการจึงควรให้ความสำคัญกับพยายามลดต้นทุน (Cost)  และใช้ประโยชน์จากผลได้ (Benefit) ที่เกิดจากความหลากหลายดังกล่าวนี้ รวมไปถึงการพยายาม “สรรค์สร้างความหลากหลายเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นแนวทางอย่างไรนั้น ผมขอยกยอดไปอธิบายในบทความต่อไปในเดือนหน้า (วันที่ 29 มิ.ย.) ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย