บิ๊กตู่ย้ำแก้โรฮิงยารอผลการประชุม29พ.ค.
นายกฯเผยแก้ปัญหา "โรฮีนจา" รอความชัดเจนหลังประชุม 29 พ.ค. "วิลาศ" แจงไทยไม่ได้ กดดันประเทศต้นทาง
นายกฯเผยแก้ปัญหา "โรฮีนจา" รอความชัดเจนหลังประชุม 29 พ.ค. "วิลาศ" แจงไทยไม่ได้ กดดันประเทศต้นทาง
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีทางการมาเลเซียและอินโดนีเซีย เตรียมเสนอที่จะให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ชาวโรฮีนจาว่า ไทยยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเป็นประเทศกลางทาง วันนี้เป็นการประชุมกระทรวงการต่างประเทศแค่ในระดับ 3 ประเทศ ซึ่งที่จริงแล้วไทยมีปัญหามากกว่า 2 ประเทศนั้น แต่เราก็เห็นด้วยเรื่องนโยบายต่างๆ แต่ปัญหาอยู่ที่จะรับที่ไหน ค่อยว่ากันอีกครั้ง ในการประชุมวันที่ 29 พ.ค.นี้ ตอนนี้เหมือนกับว่าแต่ละประเทศจะแบ่งกันรับ จากนั้นนายกฯได้ถามผู้สื่อข่าวว่า "ท่านรับได้ไหมล่ะ ตอบมาซิ สื่อรับได้ไหม"
เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า ก็ดี สำหรับประเทศของเรา นายกฯกล่าวว่า เขามี 9,000 คน แบ่งประเทศละ 3,000 คน รับหรือไม่ ให้ไปคิดใหม่ ซึ่งผู้สื่อข่าวตอบกลับไปว่า "ไม่รับ" นายกฯจึงหันมากล่าวว่า "รับไม่รับ ไม่รู้ กำลังไปพูดคุยอยู่ แต่อย่าไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับทุกประเทศ"
ด้าน พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงตัวเลขผู้อพยพ 9,000 ราย ว่า ในวันนี้จากข้อมูลเบื้องต้น มีรายงานว่าชาวโรฮีนจาทั้งหมดมีประมาณ 1.4 ล้าน-2ล้านคน ในความหมายของนายกรัฐมนตรี คือต้องการให้ผลการประชุม 15 ประเทศ ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ก่อน และเห็นว่าทั้ง 3 ประเทศ ที่คุยกันในวันนี้จะรีบไปทำไม เพราะภาพใหญ่ของอาเซียนยังไม่ได้คุยกัน ยังไม่ควรจะไปตกลงอะไรกันในตอนนี้
อย่างไรก็ตามถ้าไปรับมาดูแลในวันนี้ ขณะยังไม่รู้ตัวเลขแท้จริง ก็ไม่รู้ว้าจะมีผู้อพยพนั้นมาอีกเท่าไร อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศกลางทางที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
พล.อ.วิลาศ กล่าวว่า วันนี้ต้องรู้ว่าปัญหา ที่ต้นทางเกิดจากอะไร และเราต้องรู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเข้าไปกดดันประเทศต้นทาง เพราะปัญหานี้ถือเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ อย่าไปตำหนิกัน ซึ่งวันนี้เราในฐานะประเทศกลางทางจะถูกตำหนิอย่างเดียวไม่ได้ หรือจะไปกดดันต้นทางก็ไม่ได้ เพราะต้องเข้าใจประเทศต้นทางที่ทำใจยากกับเรื่องนี้ เนื่องจากในอดีตมีปัญหาความขัดแย้ง เคยมีการต่อต้าน ต้องการเป็นอิสระ ซึ่งชาวโรฮีนจานับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นปัญหานี้ทั้งประเทศต้นทาง กลางทาง และปลายทางจะต้องคุยกัน และย้ำว่าต้องเข้าใจต้นทางไม่ใช่ไปกดดันเขา







