
มาตรา 44 ยิ่งใช้ ยิ่งเสื่อม
กลายเป็น “ดาบสองคม” ที่เริ่มส่งผลสั่นคลอนเสถียรภาพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็น “ดาบสองคม” ที่เริ่มส่งผลสั่นคลอนเสถียรภาพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยเฉพาะครั้งล่าสุดกับการโยกย้ายข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐล็อตใหญ่ 45 ตำแหน่ง
เหตุผลสำคัญของการโยกย้ายครั้งนี้เกี่ยวพันไปถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐหลายรายอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบของ สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลกรณีเป็นเรื่องกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ ทําให้เสียหายแก่ทางราชการ หรือทําให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
“แม้ผลการตรวจสอบยังไม่อาจสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด แต่บางเรื่องมีการกระทําเป็นขบวนการ การตรวจสอบจึงใช้เวลานานและบางเรื่องไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ดังที่หน่วยงานตรวจสอบดังกล่าวได้แจ้งให้ คสช.และรัฐบาลทราบมาเป็นลําดับ”
แต่ทว่าเหตุผลดังกล่าวก็ยังไม่อาจหยิบยกมาสร้างความชอบธรรมให้กับการโยกย้ายที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไร้การตรวจสอบถ่วงดุล แถมยังมีเกราะป้องกันไม่ให้สามารถเอาผิดผู้ออกคำสั่งได้ ถึงจะพิสูจน์ได้ในภายหลังว่าการโยกย้ายสร้างความไม่เป็นธรรม
ที่สำคัญการกระทำครั้งนี้ยังถือเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมกลายๆ เพราะหากปล่อยให้กลไกเดินหน้าเอาผิดเป็นไปตามกระบวนการปกติ นอกจากจะพิสูจน์ประสิทธิภาพในกลไกการตรวจสอบที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการที่คิดจะกระทำผิดได้หวาดกลัวกับช่องทางที่สามารถดำเนินการหาตัวคนผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะในสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
ตรงกันข้ามการเลือกใช้ “อำนาจพิิเศษ” เคลียร์ทาง สะสางปัญหาให้เดินหน้าเอาผิดให้รวดเร็วขึ้น หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ นั่นย่อมเป็นการตอกย้ำปัญหาในกระบวนการเอาผิดตามช่องทางปกติ ที่ไม่อาจนำตัวคนผิดมาลงโทษ
ถึงกระนั้น ในการโยกย้ายครั้งใหญ่นี้ ถูกมองว่าเหตุผลสำคัญเป็นเพราะ คสช.ต้องการส่งสัญญาณ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ป้องปรามบรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้หลงผิดไปกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการโยกย้ายครั้งนี้มีบุคคลที่ติดร่างแห มีตั้งแต่ระดับ ปลัดกระทรวง ไปจนถึงระดับบิ๊กในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม
อย่างไรก็ตาม ไม่อาจมีหลักประกันได้อย่างไรว่าในบรรดา 45 คนที่ถูกโยกย้ายนั้น หลังเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความผิดแล้วจะมีความผิดจริงทุกคน และหากไม่มีความผิด ผลกระทบจากการถูกโยกย้ายครั้งนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในเมื่อกลไกการฟ้องร้องเอาผิดถูกปิดตายไปแล้ว ที่สำคัญอย่าลืมตามหลักกฎหมายให้ถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์
ยิ่งกว่านั้น ช่องทางการใช้อำนาจพิเศษที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลนี้ยังเปิดช่องให้เกิดการโจมตี การกลั่นแกล้ง เพราะแค่บรรดาเรื่องร้องเรียน บัตรสนเท่ห์ จนนำไปสู่การรับเรื่องเข้ากระบวนการตรวจสอบ ล้วนแต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด การตั้งเรื่องหรือกระบวนการพิจารณาของ คสช.ในการออกคำสั่งแต่ละครั้งจึงมีโอกาสที่อาจจะเกิดรูรั่วหรือความไม่รอบคอบได้
ต้องยอมรับว่า อำนาจตามมาตรา 44 นั้น น่าห่วงตรงท่ี่เปิดช่องให้เกิดการกลั่นแกล้งกันได้ง่าย หากการใช้อำนาจขาดการตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนตั้งแต่คนชงเรื่องให้ คสช.พิจารณา หรือในกลไกการพิจารณาของ คสช.เองที่จะเลือกรับข้อมูลจากแหล่งไหน มีความรอบด้านและรอบคอบแค่ไหน
หากเกิดกรณีการกลั่นแกล้งจนถูกโยกย้ายผล เสียที่จะตามมาคือขวัญและกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติงาน ซึ่งไม่มีช่องทางการคัดง้างการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าว และอาจบานปลายถึงขั้นผลักมิตรเป็นศัตรู ทำให้มือไม้ของรัฐบาล คสช.ง่อยเปลี้ยลงไป
เมื่อครั้ง คสช.หยั่งเชิงด้วยคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 6/2558 และ 7/2558 โยกย้ายข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา อาจจะมีเสียงเชียร์เสียงสนับสนุนเพราะคาดหวังว่าจะนำไปสู่การสะสางปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แม้จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้าอย่างที่หวัง
การใช้อำนาจพิิเศษที่มาบ่อยขึ้นเรื่อยแถมรอบนี้ยังขยายวงกว้างมากขึ้น ย่อมเป็นสัญญาณที่สร้างความตระหนกให้กับทั้งข้าราชการและบุคคลทั่วไปในระยะยาว
เมื่ออำนาจตามมาตรา 44 ในการโยกย้ายนี้ถือเป็นดาบสองคมที่หากเลือกใช้ในจังหวะที่จำเป็นและ เหมาะสม ย่อมเป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ แต่หากใช้ผิดที่ผิดทางหรือบ่อยเกินไปย่อมมีแต่จะทำให้เกิดการดื้อยา แถมย้อนกลับมาสร้างปัญหา คสช.
เข้าตำรายิ่งใช้ยิ่งเสื่อม ซึ่งหากไม่ระมัดระวังย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมในระยะยาวต่อไป







