posttoday
จาก The High Line Park ถึงมักกะสัน เหตุเกิดเพราะคนตัวเล็กตัวน้อย

จาก The High Line Park ถึงมักกะสัน เหตุเกิดเพราะคนตัวเล็กตัวน้อย

17 พฤษภาคม 2558

โดย...สกลฤทธิ์ จันทร์พุ่ม

โดย...สกลฤทธิ์ จันทร์พุ่ม

เวลาเห็นบ้านอื่นเมืองอื่นมีเรื่องราวดีๆ มีของดีๆ โดยเฉพาะเรื่องของเมืองที่พัฒนาไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในประเทศนั้นๆ ผมก็อยากจะให้บ้านเกิดเมืองนอนของผมมีอย่างนั้นบ้าง เป็นแบบนั้นบ้าง

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ถ้าผมอยากมีอยากได้แบบนั้น ผมจะไปขอจากใคร? ขอจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นให้...เขาจะให้ไหม

แน่นอน ผมเข้าใจได้ว่าการพัฒนาเมือง การพัฒนาประเทศมีปัจจัยต่างๆ มากมาย ที่ผู้มีอำนาจต้องชั่งน้ำหนัก ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องงบประมาณ เรื่องของผู้เสียผลประโยชน์ ฯลฯ

ผมไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นจะมีพื้นที่สีเขียวมากน้อยเพียงใด แต่ กทม.ที่ผมเกิดและใช้เวลาอยู่มากว่า 30 ปีนั้น มีอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรเพียงแค่ 4.09 ตารางเมตร/คน (จริงๆ แล้วตัวเลขน่าจะน้อยกว่านี้เข้าไปอีก เพราะ 4.09 ตร.ม./คน วัดจากจำนวนประชากรตามทะเบียนบ้านที่ 5.7 ล้านคน ซึ่งจริงๆ กรุงเทพฯ มีประชากรอาศัยอยู่จริงๆ มากกว่า 10 ล้านคน แล้วคิดดูอัตราพื้นที่สีเขียวจะเหลือเท่าไร!!) อ้อ ลืมบอกไปว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอเกณฑ์ด้านพื้นที่สีเขียวว่า ควรมีไม่น้อยกว่า 9 ตร.ม./คน แสดงว่ากรุงเทพฯ บ้านเกิดเมืองนอนของผมมีพื้นที่สีเขียวน้อยกว่าเกณฑ์เกินครึ่ง!! และเทียบไม่ได้กับเมืองที่เรามองว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเรา (อย่างน้อยก็ในเรื่องพื้นที่สีเขียว) อย่างลอนดอน (31.68 ตร.ม./คน) หรือนิวยอร์ก (26.4 ตร.ม./คน)

แต่เรื่องที่ผมอยากจะเล่าไม่เกี่ยวกับการที่จะไปเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ นายกรัฐมนตรี หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาสร้างพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น เพราะมีเหตุผลมากมายว่าประเทศของเรา หรือกรุงเทพมหานครของกระผม ทำไม่ได้อย่างประเทศหรือเมืองเหล่านั้นด้วยเหตุผลร้อยแปดประการ

แต่ผมอยากจะเล่าเรื่องของคนตัวเล็กตัวน้อย 2 คน ในเมืองที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก คน 2 คนนี้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเพื่อรักษารางรถไฟยกระดับที่จะถูกทุบทิ้ง เพราะไม่ได้ใช้งาน แล้วเปลี่ยนรางรถไฟที่มีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ให้มาเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งที่แห่งนี้ไม่ใช่เป็นสวนที่มีเพียงต้นไม้หรือดอกไม้เท่านั้น แต่เป็นสวนที่มีชีวิต มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทุกวัน มีการรวมตัวกันของคนในชุมชนเพื่อดูแลรักษาสวนแห่งนี้!!

ทุกวันนี้มีคนไปใช้สวนแห่งนี้ปีละกว่า 5 ล้านคน!! ใช่ครับ ปีละ 5 ล้านคน มันเยอะไหมไม่รู้ แต่ถ้าเทียบว่ามีคนมาเที่ยวกรุงเทพฯ ปีละประมาณ 12 ล้านคน สวนแห่งนี้ก็ถือว่ามีคนมาใช้บริการเยอะมากทีเดียว...สวนแห่งนี้มีชื่อว่า “The High Line Park”

ในปี ค.ศ. 1999 Joshua David นักเขียนเรื่องท่องเที่ยว และ Robert Hammond ผู้ทำงานด้านการสร้างผู้ประกอบการ ได้มาเจอกันในการประชุมเมืองของกรุงนิวยอร์ก ทั้ง 2 คนไม่รู้จักกัน แต่สนใจเรื่องเดียวกัน ทั้งคู่สนใจว่ารางรถไฟยกระดับที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 และเป็นทางรถไฟที่เป็นเส้นทางหล่อเลี้ยงชีวิตของคนในเมือง เพราะทางรถไฟสายนี้ใช้ขนสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ เข้ามาในเมือง

อย่างไรก็ตาม ทางรถไฟสายนี้หยุดให้บริการในปี ค.ศ. 1980 เพราะมีระบบขนส่งอย่างอื่นที่ดีกว่า ทันสมัยกว่า รางรถไฟส่วนใหญ่ของสายนี้ได้ถูกรื้อถอนไปเกือบหมดแล้ว เมื่อทั้งคู่ได้มาเจอกัน เหลืออยู่แค่ช่วงสั้นๆ เพียง 2.3 กิโลเมตรสุดท้ายที่จะต้องจัดการ!! การประชุมสภาเมืองในวันนั้น ทุกคนลงความเห็นว่าต้องรื้อรางรถไฟที่เหลืออยู่ซะ เพราะมันเก่ามากจะพังอยู่แล้ว

ใต้ทางรถไฟก็เป็นที่มั่วสุมของวัยรุ่น เป็นแหล่งยาเสพติด นักอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างประโยชน์จากพื้นที่ที่รางรถไฟวิ่งผ่านได้ถ้ารื้อรางรถไฟเก่านี้ลงซะ มีเพียง 2 หนุ่มนี้ที่คิดว่ารางรถไฟแห่งนี้มีคุณค่าบางอย่าง หรือสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้เพื่อประโยชน์ของคนในละแวกนั้น ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาทางรถไฟลอยฟ้านี้ไปทำอะไร

สองสัปดาห์ต่อมา ทั้งคู่ได้นัดพบกันอีกครั้งเพื่อพูดคุยว่าจะเอา High Line ไปทำอะไรได้บ้าง ไอเดียนึงที่ได้จากการคุยกัน คือ น่าจะนำไปทำเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนได้ใช้ประโยชน์ สวนสาธารณะลอยฟ้ากลางเมืองเป็นอะไรที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร (ตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้สร้างสวนสาธารณะจากพื้นที่รางรถไฟเก่าแล้ว ชื่อว่า Promenade Plante’e)

เมื่อได้ไอเดียว่าอยากให้ High Line เป็นพื้นที่สาธารณะ ทั้งคู่ก็ได้คุยกับเพื่อนทุกคนที่ทั้งคู่คิดว่าจะให้คำปรึกษาเรื่องนี้ได้ เกิดการตั้งกลุ่มไม่แสวงหากำไรเพื่อรักษา High Line นี้ในชื่อกลุ่มว่า Friends of TheHigh Line มีการระดมเงินทุนเพื่อมาจัดกิจกรรมต่างๆ เริ่มจากระดมเงินได้ 5,000 ดอลลาร์ เพื่อมาทำเอกสารเผยแพร่ ระดมเงินรอบสองได้กว่า 60,000 ดอลลาร์ เพื่อมาจ้างทนายความสำหรับดูข้อกฎหมายเอาไว้ช่วยในการคุยกับบริษัทที่เป็นเจ้าของรางรถไฟ ไว้คุยกับทางภาครัฐ ฯลฯ

มีการจัดประกวดการออกแบบ High Line เกิดการช่วยเหลือจากกลุ่มดารานักแสดง ศิลปิน คนในชุมชน นักออกแบบ และคนที่สนใจเรื่องนี้อีกมากมาย

ในที่สุดปี ค.ศ. 2006 นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กก็ได้อนุมัติเงิน 50 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาพัฒนา High Line ให้เป็น High Line Park ตามความต้องการของกลุ่ม Friends of The High Line ซึ่งเมื่อรวมกับยอดการระดมทุนก็มีเงินมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงให้ High Line เป็นสวนสร้างสรรค์ของทุกคน

ปี ค.ศ. 2009 สวนลอยฟ้าช่วงแรกได้เปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการ อีก 2 ปีต่อมาช่วงที่สองของสวนก็เสร็จ และเมื่อปีที่แล้ว 2014 เส้นทางกว่า 2.3 กิโลเมตร ก็เสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่น่าสนใจของ The High Line Park นั้นคือ พลังของคนตัวเล็กตัวน้อยที่รวมตัวกันและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

กว่า 10 ปีนับตั้งแต่ Joshua และ Robert ได้ตั้งกลุ่ม Friends of The High Line จนเกิดเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้าที่เป็นต้นแบบให้หลายๆ เมืองนำไปปรับใช้ในการพัฒนาพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างในเมืองของตน สวนแห่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่สวนแห่งนี้ได้รื้อฟื้นความสามัคคีของคนในชุมชน ได้สร้างพื้นที่ตรงนั้นให้กลับมามีชีวิตชีวา อาชญากรรมต่างๆ ที่เคยมีลดน้อยลงจนแทบไม่เหลือ และที่สำคัญการบริหารจัดการ High Line Park ไม่ต้องใช้เงินของรัฐบาลเลย แถมยังกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นอย่างมหาศาล (ก็คนแค่ 5 ล้านคนมาใช้บริการ)

เมื่อมองย้อนมาดูเมืองไทย เราอาจเผลอคิดว่าคนตัวเล็กตัวน้อยไม่สามารถลุกขึ้นมาจัดการพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ได้ แต่หากมองราชบุรีที่ถูกแปลงเป็นเมืองศิลปะด้วยทีมคนท้องถิ่น สงขลาเมืองเก่าและหาดสมิหลาที่พลเมืองลุกขึ้นมาจัดการตนเอง และขอนแก่นที่นักธุรกิจร่วมลงขันสร้างรถไฟฟ้ากันแบบตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วมักกะสันด้วยการร่วมแรงของพวกเราเหล่าพลเมืองตัวเล็กตัวน้อย...จะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน