
ศึกชิงประชามติ มัดมือชกคสช.
การประชุมกมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญก็ว่าได้ ที่เสนอให้ครม.-คสช.ทำประชามติร่างรธน.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะได้มีมติและความเห็นร่วมกันในการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการจัดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
จะว่าไปแล้ว ท่าทีของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อเรื่องการเรียกร้องให้ทำประชามตินั้นไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ หรือรวมไปถึง กมธ.ยกร่างฯ คนอื่นๆ ก็ต่างแสดงจุดยืนต่างเวลาต่างสถานที่มาตลอดว่าอยากเห็นการทำประชามติ
ทว่า สิ่งที่ออกมาเมื่อวันที่ 13 พ.ค. เป็นครั้งแรกที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีมติในเรื่องการทำประชามติอย่างเป็นทางการ ผิดกับก่อนหน้านี้ที่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนและการปาฐกถาตามเวทีสาธารณะเท่านั้น
เหตุผลของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่อยากให้รัฐบาลและ คสช.ทำประชามติมีด้วยกัน 5 ประการ ประกอบด้วย
1.รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ สมควรให้ปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจสูงสุดได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ
2.ในทางรัฐศาสตร์หรือการเมืองนั้น การมีส่วนร่วมของพลเมืองสำคัญที่สุด
3.ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้มีการให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญอยู่
4.เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสอธิบายชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ให้กับประชาชนทั้งประเทศได้เข้าใจ
5.ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการต้องทำประชามติก่อน ดังนั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านการทำประชามติ จะไม่สามารถอธิบายในทางทฤษฎีและประวัติศาสตร์ได้
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมองเห็นเท่านั้น เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็มีความเห็นในทำนองเดียวกัน หลังจากคณะ กมธ.วิสามัญกิจการ สปช. (วิป สปช.) ก็มีความเห็นว่าควรจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แม้ท่าทีของ สปช.ดังกล่าวจะเป็นรูปแบบที่ของวิป สปช. แต่ด้านหนึ่งก็ย่อมถือว่าเป็นปากเป็นเสียงของสปช.ทั้งหมดได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ดังนั้น การออกมาพร้อมกันของ “คณะ กมธ.ยกร่างฯ” และ “วิป สปช.” จึงไม่ต่างอะไรกับโยนหินก้อนใหญ่ไปถึงหน้าบ้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.
ยังไม่มีใครรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่ชั่วโมงนี้ต้องถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันภายในครั้งใหญ่ ยิ่งกว่าแรงกดดันที่มาจากข้างนอกก็ว่าได้
ว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องการทำประชามติเป็นเหมือนการมองกันคนละมุมระหว่างฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายนิติบัญญัติมาตลอด
ในฐานะของคนที่เขียนรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศอย่างคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช. แน่นอนว่าต้องการให้ได้รับความชอบธรรมมากที่สุด และต้องการลดเสียงครหาจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายการเมือง
วิธีการเดียวที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สุดคงหนีไม่พ้นการทำประชามติ ซึ่งเป็นหลักการที่หลายฝ่ายยอมรับมาตั้งแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
แต่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งหมายถึง คสช.และรัฐบาลไม่ได้มองเช่นนั้น
โดยเห็นว่า ถ้าให้ทำประชามติก็ต้องยกเลิกหรือผ่อนกฎเหล็กบางประการเกี่ยวกับการควบคุมความมั่นคง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่
นั่นย่อมหมายถึงการเปิดช่องให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพาดพิงมาถึง คสช.ในทางที่ดีและไม่ดีได้ หากไม่ทำเช่นนั้นและปล่อยให้การทำประชามติดำเนินไปโดยปราศจากการให้แต่ละฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างสมบูรณ์ การทำประชามติก็คงไม่มีประโยชน์อะไร
กอปรกับมีบทเรียนเมื่อการทำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เมื่อปี 2550 เป็นเครื่องเตือนใจ เพราะครั้งนั้นกลุ่มการเมืองได้ใช้โอกาสของการทำประชามติออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โชคดีที่ประชาชนให้ความเห็นชอบแบบฉิวเฉียด 57.81% ต่อ 42.19%
เหนืออื่นใดยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง คือ “หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบขึ้นมาจะทำอย่างไร”
การที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำไม่ได้จบลงแค่การตั้งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดใหม่ แต่หมายถึงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ประชาชนแสดงออกมาถึงการไม่ยอมรับการทำงานของ คสช.ด้วย หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้น คสช.ย่อมอยู่ในภาวะคลอนแคลนหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องจุกจิกต่างๆ เหล่านี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ไม่อยากให้มีการทำประชามติ เพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมด และเดินหน้าบริหารประเทศให้จบตามโรดแมป
แต่เมื่อแม่น้ำ 2 สายออกมาไหลเชี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดย คสช.และ ครม.ต่างตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชกเรียบร้อยแล้ว จึงอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้การทำประชามติมีโอกาสเกิดขึ้นได้
เว้นเสียแต่ คสช.และ ครม.จะยืนกระต่ายขาเดียวและเสียงแข็งไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ซึ่งถ้าทำแบบนั้นจริง คสช.และ ครม.ก็ต้องแลกกับการกลายเป็นแม่น้ำต่างสีที่แปลกแยกกับกระแสธารของประชาชน







