posttoday
การลงทุนของไทย...กุญแจสำคัญ เพื่อออกจาก Middle income trap

การลงทุนของไทย...กุญแจสำคัญ เพื่อออกจาก Middle income trap

12 พฤษภาคม 2558

ในอดีตการลงทุนมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาบทบาทดังกล่าวลดลงอย่างมาก

โดย...รุจา อดิศรกาญจน์

ในอดีตการลงทุนมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาบทบาทดังกล่าวลดลงอย่างมาก โดยการลงทุนของไทยไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต และมีแนวโน้มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เพราะเศรษฐกิจไทยไม่เพียงได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจต่างๆ แต่ยังมีปัญหาใหญ่ที่ก่อตัวสะสมอยู่คือปัญหาข้อจำกัดด้านการผลิตทั้งด้านแรงงานและเทคโนโลยีที่มีอย่างชัดเจน ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้การเติบโตของการลงทุน การส่งออกรวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมกำลังเข้าสู่การเติบโตในบริบทใหม่ (New Normal)

การก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการลงทุน จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะทำให้การลงทุนของไทยกลับมามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้งหนึ่งทั้งทางตรงผ่านการส่งออก และทางอ้อมผ่านวัฏจักรการจ้างงานรายได้และการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยก้าวข้ามกับดักการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Middle income trap) ได้ในระยะข้างหน้าเหนือสิ่งอื่นใดภาครัฐควรสร้างเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อบรรยากาศที่ดีในการลงทุนของภาคเอกชน และสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคมทั้งในด้านโอกาส รายได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ

ในหัวข้อย่อย “เจาะลึกข้อจำกัดด้านการลงทุนของไทย : กับดักการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Middle income trap) ระบุว่า มาถึงจุดนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการลงทุนของไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีตและมีแนวโน้มถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะไทยเผชิญกับข้อจำกัดด้านปัจจัยการผลิตบางประการ

คำถามต่อไปคือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ปัจจัยการผลิตนี้กลายเป็นข้อจำกัดของการสะสมทุน และปรากฏการณ์นี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้การเติบโตของการลงทุนและเศรษฐกิจไทยอยู่ใน “การเติบโตบริบทใหม่ (New Normal)” หรือไม่ ซึ่งข้อจำกัดของการลงทุนของไทยมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ

1.ความสามารถยกระดับเทคโนโลยีของไทยมีอยู่จำกัดในอดีตช่วงต้นยุค 2500 ไทยเคยมีทั้งระดับรายได้ต่อหัวและนโยบายการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ต่างจากประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้มากนัก แต่ในปัจจุบันทั้งสองประเทศสามารถก้าวข้ามภาวะ Middle income trap โดยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยหลายเท่าตัว และจากงานวิจัยในอดีตชี้ให้เห็นว่า ไทยใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาสู่การผลิตเพื่อการส่งออกนานกว่าสิงคโปร์และเกาหลีใต้ถึง 20 ปี และใช้เวลานานในการปรับตัวจากการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) ไปสู่การผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive)

นอกจากนี้ ในระยะต่อไปหากไทยต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Innovation-driven economy จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ข้อจำกัดของไทยมาจาก ปัจจัย คือ

- ทิศทางนโยบายภาครัฐด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง จากการศึกษาประสบการณ์ของประเทศพัฒนาแล้ว 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ และสหรัฐ พบว่าแนวนโยบายของประเทศที่สามารถจะก้าวข้ามไปสู่การผลิตด้วยนวัตกรรมมีหลายแนวทาง โดยแนวทางของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีคือจะเน้นให้ภาครัฐกำหนดทิศทางพัฒนาของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่แนวทางของประเทศอังกฤษและสหรัฐ คือจะไม่เน้นอุตสาหกรรมที่เจาะจงแต่เน้นให้ภาคเอกชนลงทุนตามกลไกตลาดและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ผลิตด้วยนวัตกรรมและคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

- ผู้ประกอบการไทยปรับตัวค่อนข้างช้าและไม่สามารถก้าวข้ามจากการรับจ้างผลิตสินค้าแบบเดิมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ การลงทุนสร้างฐานการผลิตเพื่อประกอบสินค้า (Assembly Industry) ที่ไม่ได้มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและไม่ได้ทำาวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มมูลค่ามากนัก ทำให้ท้ายที่สุดไทยก็ยังไม่สามารถก้าวไปสู่การผลิตที่เน้นการใช้ทุน (Capital Intensive) ได้อย่างเต็มรูปแบบ

2.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณด้านคุณภาพ ผลิตภาพแรงงานไทยลดลงมากหลังวิกฤตปี 2540 และลดลงมากกว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจาก (1) แรงงานเคลื่อนย้ายจากสาขาเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูง อาทิ ภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่สาขาที่มีผลิตภาพต่ำกว่า เช่น ภาคเกษตร (2) แรงงานขาดทักษะและประสบการณ์และทักษะที่มีไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ และ (3) คุณภาพของแรงงานที่มีทักษะด้านการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและเทคโนโลยีขั้นสูงยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากไทยขาดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร และความ
เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจเอกชนและสถาบันวิจัยของภาครัฐที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้การถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีมีไม่มากนัก

นอกจากนี้ ค่าจ้างยังปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับค่าจ้างของประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำกว่า ส่วนด้านปริมาณ กำลังแรงงานเติบโตช้าลง สะท้อนภาวะทางสังคมที่ประชากรไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) จึงทำให้สูญเสียข้อได้เปรียบด้านปริมาณแรงงานที่เคยมีจำนวนมาก

ข้อจำกัดข้างต้นทำให้การลงทุนเปลี่ยน แปลงไปทั้งในเชิงโครงสร้างและการเติบโต ผลดังกล่าวเป็นข้อจำกัดเพิ่มเติมให้ภาคการส่งออกและยังส่งผลทางอ้อมผ่านวัฏจักรการจ้างงาน รายได้ และการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดวงจรสะท้อนกลับ (Feedback Loop) ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย ในท้ายที่สุดจะกัดกร่อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว จนอาจเข้าสู่ “การเติบโตในบริบทใหม่ (New Normal)” ของประเทศได้

งานศึกษาชิ้นนี้จึงมีบทสรุปและข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ได้แก่

1.การแก้ไขข้อจำกัดด้านการลงทุนเป็นทางออกสำคัญที่จะทำให้การลงทุนของไทยกลับมามีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้งหนึ่ง 

2.เศรษฐกิจไทยยังมีข้อดีที่ “ภาคเอกชนไทยมีความเข้มแข็ง” มีบทบาทสำคัญต่อเนื่องต่อการขับเคลื่อนการลงทุนรวมของประเทศแต่ยังปรับตัวช้าในการก้าวสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

3.จากประสบการณ์ต่างประเทศ นโยบายภาครัฐด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งหากต้องการให้การลงทุนเป็นปัจจัยที่ช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายควรร่วมกันกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นให้ชัดเจน และให้ต่อเนื่อง โดยเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายที่ไทยมีความพร้อมและมีศักย ภาพสูงในอนาคต ขณะเดียวกันควรมีนโยบายที่จะพัฒนาและรักษาฐานการผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

4.เหนือสิ่งอื่นใด ภาครัฐควรสร้างเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อบรรยากาศที่ดีต่อการลงทุนของภาคเอกชนโดยการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ทั้งในด้านโอกาสรายได้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ

หมายเหตุ : เป็นบทคัดย่อส่วนหนึ่งจากรายงานของ ธปท. 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว