
นับถอยหลังเลือกตั้งสู่รัฐบาลแห่งชาติ
"ผมคิดว่าเขาไม่คิดจะอยู่ต่อ ผมคิดว่าเขาจะทำตามโรดแมป ซึ่งเป็นสัญญาประชาคม เป็นสัญญาลูกผู้ชายอันศักดิ์สิทธิ์ นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งปีหน้าได้เลย"
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้ติดใจเรื่องประเด็นนายกฯ คนนอก หรือประเด็นระบบเลือกตั้งใหม่ จะมีที่ติดใจอยู่แค่ไม่กี่ประเด็น เรื่องแรก มาตรา 181 และ 182 คือให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายอะไรก็ได้ และเรื่องที่สอง การอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง ทำให้ในสมัยประชุมนั้นไม่สามารถถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก
“ที่ผ่านมาเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมสะท้อนเผด็จการเสียงข้างมากที่ยังตกค้างอยู่ และการกำหนดให้ปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง ใช้อำนาจตรวจสอบมาฟอกตัวเองเสียก่อนที่ฝ่ายค้านจะตรวจสอบ เป็นการทำลายกระบวนการถ่วงดุลในรัฐสภา ซึ่งขอต้านสองเรื่องนี้หากเอาออกได้ขอให้เอาออก”
ถาวร อธิบายว่า กลไกในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมามีความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก มีพรรคการเมืองเล็กๆ กลุ่มการเมืองเล็กๆ ร่วมเป็นรัฐบาล หากกลุ่มการเมืองใดจะตีรวนก็ใช้วิธีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง ทำให้ไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก นี่เป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ใช่ประโยชน์นักการเมือง
“ผมกลัวนักการเมืองชั่ว นักการเมืองโกงจะใช้ช่องทางนี้ เพราะฉะนั้นขอทำความเข้าใจกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ให้หาทางป้องกันเสีย และถ้าไม่แก้ไขก็จะเกิดความอ่อนแอในการถ่วงดุลอำนาจบริหาร”
ส่วนประเด็นที่มองว่ากติกาเช่นนี้จะนำไปสู่ความปรองดองนั้น ถาวร อธิบายว่า ต้องแยกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “ความขัดแย้ง” ที่แตกต่างกัน เหมือนขณะนี้บางคนมองว่าระบอบทักษิณกับระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่ เพราะการตรวจสอบเพื่อทดแทนคุณของผู้เสียภาษี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่ถือเป็นการสร้างสรรค์ในการตรวจสอบ
“มโนไปเองว่าจะไม่เกิดความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริงจะเกิดความขัดแย้งสูงนะ เพราะคนที่จับได้ไล่ทันว่ารัฐบาลในขณะนั้นทุจริต แต่ไม่มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีสิทธิเปิดโปงเพื่อนำไปสู่การถอดถอน เพราะรัฐบาลชิงอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองไปแล้ว ความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาเสียภาษีแล้ว ไม่สามารถตรวจสอบการใช้เงินภาษีของเขาได้ เขามอบอำนาจให้รัฐบาลไปบริหารแล้ว รัฐบาลกลับฟอกตัวเอง ความไม่พอใจเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งก็จะปะทุออกไปสู่กลางถนนอีก”
อย่าไปมองด้านเดียว อย่าไปปิดกระแสข้อเรียกร้องการตรวจสอบ อย่าไปคิดบีบบังคับให้มีการอภัยซึ่งกันและกัน โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐนิติธรรม เพราะการรอมชอมที่เกี่ยวกับการอภัยโทษ การสร้างความปรองดอง รัฐบาลเองจะต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม และเอาทุกคนที่ทำผิดเข้าสู่กระบวนการ
เมื่อกระบวนการพิสูจน์ความผิดความถูกแล้ว คนที่ถูกศาลพิพากษาว่าผิดต้องเข้าสู่กระบวนการรับโทษไม่ว่านานหรือสั้นเท่าไหร่ หลังจากนั้นคนทำผิดก็ต้องมาขอโทษต่อสาธารณะ แล้วถึงจะเข้าสู่กระบวนการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม ถ้าไม่ยึดหลักนี้ ยึดหลักแต่ให้คนจับมือกันและอภัยกันนั้นทำไม่ได้ เพราะจะเป็นการขบถต่อกระบวนการนิติรัฐ และการบังคับใช้กฎหมายจะบังคับใช้ไม่ได้ ในวันข้างหน้าเมื่อมีอำนาจเสียงข้างมากเมื่อไหร่ก็ออกกฎหมายรอมชอม ซึ่งเป็นที่มาของการชุมนุมเต็มบ้านเต็มเมือง”
ถาวร มองว่า ประชาชนมีปัจจัยสี่แล้ว สิ่งที่เขาไม่ได้รับคือความยุติธรรม ถ้าเขาเป็นเจ้าของอำนาจแล้วไม่ได้รับความยุติธรรม เห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมืองก็จะออกมาเคลื่อนไหว บีบบังคับไม่ให้ออกมาไม่ได้ ขอร้องก็ไม่ได้ ใครก็ตามที่ไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย กับระบอบทักษิณ สับสนในเรื่องนี้ ก็จะแก้ไขปัญหาไม่ถูก ใครที่ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นเรื่องสากล ที่มีความเป็นหลักนิติธรรมนิติรัฐรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าประชาธิปไตยแบบไทยหรือแบบสากล คนคนนั้นๆ ปฏิรูปประเทศไทยไม่ได้
ส่วน “สัญญาณ” หลายอย่างที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ดักคอว่า คสช.อาจจะยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปนั้น อดีตแกนนำ กปปส.เชื่อมั่นว่า ทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปที่วางเอาไว้ เขาย้ำเสมอว่าต้องเดินตามโรดแมป ชายชาติทหารไม่ตระบัดสัตย์ เขาวางเกณฑ์การจัดการเลือกตั้ง และเขามั่นใจว่าจะจัดให้มีรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด ที่มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จได้ เมื่อไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ การเจรจาเพื่อให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลรวมกลุ่มจากหลายๆ กลุ่มหลายๆ พรรคเกิดขึ้นได้
“การปฏิรูปประเทศไทย การคืนอำนาจให้ประชาชน ต้องเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริง ซึ่งเมื่อตั้งใจจริง ประชาชนสัมผัสได้ก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญให้ความร่วมมือ”
สำหรับเหตุผลที่หยิบยกมาอ้างว่าเหตุการณ์ยังไม่สงบ ไม่อาจปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้นั้น ถาวร กล่าวว่า การอ้างว่ายังมีโจรผู้ร้ายแล้วขออยู่ต่อนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะภารกิจหน้าที่ในการป้องกันการกระทำผิดเป็นหน้าที่ปกติ ไม่ใช่นโยบาย ใครมาเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการปราบปราม จับกุมผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อ้างไม่ได้หรอกว่ามีโจรผู้ร้ายอยู่ในบ้านเมืองแล้วขอมีอำนาจต่อ
“ผมคิดว่าเขาไม่คิดจะอยู่ต่อ ผมคิดว่าเขาจะทำตามโรดแมป ซึ่งเป็นสัญญาประชาคม เป็นสัญญาลูกผู้ชายอันศักดิ์สิทธิ์ นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งปีหน้าได้เลย คุณจะอ้างเหตุอะไร ถ้าเป็นผมจะอ้างเหตุอะไร มีความขัดแย้ง มีความเห็นแตกต่าง แต่หากขัดแย้งยังอยู่ในกรอบ คนที่ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย อย่าไปรับใช้การเมืองแล้วกัน ไม่ว่าตำรวจหรือทหารก็จบ”
ที่สำคัญเศรษฐกิจอย่างนี้จะเอาอะไรไปอธิบายประชาชน เกษตรกรยากจน ข้าวเหลือเกวียนละ 6,000 บาท ปาล์มกิโลกรัมละ 2 บาทกว่า ยางเหลือกิโลกรัมละ 40 กว่าบาท คนอยู่ในกลุ่มนี้ 30 ล้านคน กรรมกร 10 ล้านคน ท่ามกลางสภาพข้าวของแพงเขาจะยังชีพอยู่ได้ไง แล้วจะเอาอะไรไปบอกว่าขออยู่ต่อ จะขออยู่ต่อเพื่อกวาดล้างนักการเมืองเพียงไม่กี่หยิบมือที่มาวางระเบิดนั้น มีเหตุผลไม่พอ
ส่วนประเด็นที่อาจจะทำให้โรดแมปเลื่อนเวลาออกไปอย่างการทำ “ประชามติ” ถาวร มองว่า เขาคงรอดูจังหวะ ถ้าเห็นว่าผ่านก็คงทำ หรือถ้ากระแสอ่อนลงก็คงจะไม่ทำ เพราะหากจะใช้เรื่องนี้มาเป็นแผนยื้ออยู่ในตำแหน่งคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ สปช.จะจับมือกับผู้มีอำนาจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญให้ทุกอย่างยื้อเวลาออกไปก็คงอยู่ไม่ได้
อดีตแกนนำ กปปส.เสนอว่า หากจะลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ควรลงไล่ไปทีละมาตราเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยไปแก้กติกาให้เสร็จภายในเดือนหนึ่ง แล้วโหวตไปทีละมาตรา เพราะหากจะคว่ำหมด หมายถึงจะคว่ำหมวดพระมหากษัตริย์ด้วยหรือจะคว่ำเรื่องสิทธิประชาชนด้วยหรือ เพราะที่เขาเถียงกันจริงๆ มีแค่ 3-4 เรื่อง เรื่องไหนไม่ผ่านก็มาปรับปรุงให้ผ่าน
ในฐานะที่เป็นกลุ่มมวลชนที่จุดประเด็นเรื่อง “ปฏิรูป” วันนี้บทบาทของ กปปส.ไม่ได้ยุติไปแต่ประการใด แต่มีหลายเรื่องที่ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินการทั้งเสนอแนะในทางลับ ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาคประชาชนให้เข้มแข็ง เรื่องไหนสงบนิ่งได้ก็สงบนิ่ง ด้วยความอดทนรอโอกาส
“ส่วนถ้าจะให้ย้อนไปถึงการตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวของ กปปส.เมื่อปีที่แล้วนั้น ยังยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องนั่นคือการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศไทย ส่วนปฏิรูปแล้วเกิดประโยชน์กับคนไทยเต็มที่หรือไม่ เป็นความรับผิดชอบของ คสช.เพราะเผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบหลังจากวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็เป็นความรับผิดชอบของ คสช.และแม่น้ำห้าสายว่าจะทำได้ตามที่ประชาชนผู้เสียสละชีวิต 24 คน ได้เรียกร้องหรือไม่”ถาวร กล่าวทิ้งท้าย
กฎหมายก็แค่เศษกระดาษ ถ้าความชั่วร้ายเกิดขึ้น
ใกล้ครบขวบปีหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ถาวรยังมีคดีร้ายแรงติดตัว 8 คดี จากการถอดสูท สส.ออกมาเป็นแกนนำม็อบลุยการเมืองข้างถนน ที่มีโทษร้ายแรงลดหลั่นกันไปตั้งแต่ “กบฏ” ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ที่อยู่ระหว่างการร้องขอความเป็นธรรมในขั้นตอนกระบวนการสอบสวน
“พวกผมทั้ง 50 กว่าคนร้องขอความเป็นธรรม บางคนฟ้องไปก่อนแล้วช่วงทักษิณเป็นใหญ่ ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้ข้อยุติ ก็มีการตั้งข้อหากบฏ กระบวนการยุติธรรมจึงต้องปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมไม่ได้อิสระจริง แต่ไปรับใช้การเมือง ทั้งดีเอสไอ อัยการ ควรต้องรับโทษเรื่องนี้ ที่แจ้งข้อกล่าวหาแบบเหวี่ยงแหให้หนักเข้าไว้เพื่อปราม ระงับยับยั้งความต้องการพรรคการเมือง”
แต่ในมุมมองที่ผ่านประสบการณ์การนำม็อบ ถาวร มองว่า พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น ไม่อาจปิดกั้นการชุมนุมได้ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งคนก็ไม่กลัวคุกกลัวตะราง แต่กฎหมายนี้ก็มีทั้งประโยชน์และโทษไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งเป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ไปให้อำนาจหรือให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดชอบการชุมนุม
ที่สำคัญผู้จัดให้มีการชุมนุมต้องรับผิด รับโทษทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของใคร อย่างนี้มันผิดหลัก แต่เขายังยืนยันว่าคงยากจะสกัดไม่ให้เกิดการชุมนุมได้ เพราะ “เวลาคนไม่กลัวตาย ไม่กลัวติดคุก อุดมการณ์ มันอยู่เหนือความกลัวทั้งหมด”
“กติกาที่เข้มงวดไม่เคยทำอะไรได้มากมาย การแจ้งข้อกล่าวหาว่าพวกผมเป็นกบฏ ก็ไม่เห็นที่จะห้ามกิจกรรมทางการเมืองพวกผมได้ ถึงจุดๆ หนึ่ง กฎหมายก็แค่เศษกระดาษ ถ้าความชั่วร้ายเกิดขึ้นในบ้านเมือง เจ้าของบ้านเมือง เจ้าของอำนาจอธิปไตย ก็ต้องออกมาเคลื่อนไหว”
อดีตแกนนำ กปปส. กล่าวว่า ข้อห้ามไม่ให้ชุมนุมหน้าทำเนียบฯ หน้าสภา หากถึงวันหนึ่งคงห้ามได้ยากเพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ชุมนุม ถ้าไม่ให้ชุมนุมตรงนั้นไม่อาจกระตุ้นต่อมสำนึก หรือรัฐบาลจะไม่รู้สำเหนียก เช่น ประชาชนชาวสวนปาล์ม ออกมากระตุ้น อย่านำเข้าน้ำมันปาล์ม 5 หมื่นตัน แต่เมื่อไม่สะกิดต่อมสำนึก เขายังดันทุรังนำน้ำมันปาล์มเป็นเหตุให้ราคาปาล์มลดลง 2 บาทกว่า ฉันใดก็ฉันนั้น
เวลานี้ กปปส.ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวเป็นมูลนิธิ ที่นอกจากจะเยียวยาผู้เสียชีวิต 24 คนแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวด้านอื่น แต่ที่ไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหวเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น ถาวร อธิบายว่า เป็นเพราะคนอื่นทำแล้วไม่ต้องไปแข่งบารมีเสนอแนะกัน บทบาทการเมืองอย่าคิดว่าแสดงออกผ่านสื่ออย่างเดียว อย่ามองแค่ผิวเผิน
ส่วนจะมีโอกาสที่ กปปส.จะกลับมารวมตัวเคลื่อนไหวอีกหรือไม่นั้น ถาวร กล่าวว่า “ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ประชาชนรวมตัวเสมอ แต่บทเรียนการบาดเจ็บล้มตายมีมาก การที่เราจะเอาประชาชนออกมาเคลื่อนไหวแบบง่าย หรือชีวิตของผู้เสียสละวีรชน 24 คน ไม่รู้จะชดเชยยังไง
น่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น สิ่งที่เป็นผลเกิดตามมาทั้งหญิงม่าย เด็กกำพร้า ตัวเงินสองล้านบาทนั้นไม่พอกับความสูญเสีย และจนถึงวันนี้คดี 24 คนยังไม่คืบหน้าสักคดีเดียว ฉะนั้นอย่าเอาเฉพาะความมันของตัวเองเป็นตัวตั้ง ต้องถอดบทเรียนในอดีตออกมาด้วย
ระบบตำรวจ ไม่มีทางปฏิรูปได้
ในฐานะที่เคยจุดประเด็นเรียกร้อง “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ถือโอกาสในช่วงใกล้ครบรอบขวบปีหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ตรวจการบ้าน และประเมินผลงานของแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งมีหลายเรื่องที่คืบหน้า แต่อีกหลายเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่ง กปปส.เคยทำข้อเสนอถึง คสช.ในช่วงแรกๆ นั้น ยังไม่เห็นความชัดเจนเป็นรูปธรรม
เรื่องแรก การปราบปรามทุจริต ซึ่งยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งการนำร่องปราบปรามเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นแล้ว การกวาดล้างนักการเมืองชั่วให้หมด หรือการยกร่างกติกาป้องกันและปราบปรามการทุจริตขึ้นใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ประชาชนเป็นผู้เสียหายฟ้องร้องคดีเองได้ 2.คดีทุจริตไม่มีอายุความ 3.ต้องมีกรอบเวลาการทำงานตรวจสอบการทุจริตต้องมี ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ จนขาดอายุความ เช่น กรณีที่ดินอัลไพน์ ส่วนเรื่องเชิงบวกคือ สถานศึกษา ทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย ต้องมีหลักสูตรว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เรื่องสำคัญคือ การปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งรัฐบาลนี้จะออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พยายามคุยโม้โอ้อวดว่า ไม่ได้มาจากฐานการเมือง แต่เรื่องนี้ก็หยุดชะงักไปโดยไม่มีเงื่อนเวลาว่าจะหยิบยกขึ้นมาเมื่อไหร่ เรื่องนี้ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า จะเอาเงินที่ได้ไปช่วยเหลือคนจนอย่างไร เช่น เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไปตั้งธนาคารที่ดินเพื่อกระจายการถือครองอย่างไร โดยให้คนจนซึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นเจ้าของที่ดิน
“แต่อย่าขูดรีดคนจนเหมือนอย่างที่ยกร่างกฎหมายเก็บภาษีบ้านราคาตั้งแต่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ลดความเหลื่มล้ำต่ำสูง แต่เป็นการหาเงินเข้ารัฐในเชิงปริมาณมากกว่า ซึ่งผิดวัตถุประสงค์เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเขาต้องการลดความรวยของคนบางกลุ่ม อีกทั้งจะต้องไม่ไปประกอบอาชีพแย่งอาชีพคนจน คุณสามารถออกกฎหมายมาจำกัดการรุกรานคนจนทุกมิติได้ ไม่ให้ครอบงำตลาดเอาเปรียบทางด้านการค้าที่อ้างว่าการค้าเสรี ตรงนี้รัฐบาลต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและออกกฎหมายลูกให้เร็วที่สุดกติกาบ้านเมืองต้องปกป้องคนจน คนด้อยโอกาส ผมยอมรับว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ ใกล้ชิดทุนแน่นอน แต่ต้องคิดถึงคนจนด้วย”
เรื่องถัดมา การกระจายอำนาจ เมื่อมีการรัฐประหารทุกครั้ง อำมาตยาธิปไตยก็กลับมาเป็นใหญ่ ยาหอมที่ใช้อย่างเรื่องเปลี่ยนประชาชนกลับมาเป็นพลเมือง ก็ยังไม่ชัด เพราะนำคนที่เป็นข้าราชการ หรืออยู่ในระบบราชการเดิมมาเป็นผู้รับผิดชอบในหลายเรื่อง เช่น เลือกตั้ง สว.ทางอ้อม ให้กลุ่มข้าราชการเป็นผู้คัดเลือกและโยนให้ประชาชนเลือกตั้ง ยังมองไม่เห็นว่า กลุ่มอาชีพชาวนา ชาวสวน กรรมกร หาบเร่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนของเขาอย่างไร
“ถ้าเมื่อไหร่ที่คนมีอำนาจในขณะนี้ยังคิดว่าประชาชนไม่พร้อมที่จะกระจายอำนาจ กลัวทะเลาะกันมากขึ้น ก็คิดผิด เพราะการทะเลาะเบาะแว้ง การก่อคดีความไม่สงบ เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่อยู่แล้ว แค่อย่าทำตัวเป็นรัฐตำรวจและตำรวจรับใช้ กปปส.ถูกยิงตายไป 24 คน จนถึงวันนี้ รัฐบาลนี้ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีเจ้าหน้าที่ปราบปราม ติดตามยังไม่เห็นทำอะไรให้เป็นรูปธรรม”
ถาวร ระบุว่า กระบวนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ระบบตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ระบบภูมิภาคมากขึ้น คืนอำนาจบางอำนาจที่ไม่ใช่ของตำรวจที่แท้จริงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง รวมทั้งกระจายอำนาจการจัดงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้าย ส่วนเรื่องการสอบสวนที่จะแยกออกไป ขอให้มีการศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ ส่วนไหนที่เป็นเรื่องจะต้องมีผู้รับผิดชอบสอบสวน แยกต่างหากจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกไป ก็คิดให้ดีก่อนดำเนินการ
“ฟันธงเลยว่า ระบบตำรวจไม่มีทางปฏิรูปได้ เป็นแค่การลูบหน้าปะจมูก เพราะเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน เกรงใจซึ่งกันและกัน พึ่งพากัน อุปถัมภ์กันไปอุปถัมภ์กันมา เพราะฉะนั้นถ้ายังคิดเรื่องความเป็นพวก เป็นระบบอุปถัมภ์ ก็จะปฏิรูปอะไรยาก นี่คือข้อบกพร่อง”
นอกจากนี้ ในกระบวนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีกรอบเวลา เพราะความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรม คือ การปฏิเสธความยุติธรรม ไม่ว่าคุณจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล จะต้องมีกรอบเวลาในการทำงาน คนชั่วที่ทำผิด บุคคลทั่วไปจะได้เห็นตัวอย่างว่า ทำผิดจะต้องถูกลงโทษ ผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา กระบวนการจะต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งยึดหลักถูกต้องและรวดเร็ว ถ้าถูกต้องแต่ช้าก็ไม่มีประสิทธิภาพ
ถัดมาที่ประเด็นเรื่องการทำพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชน ต้องทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีส่วนในการเป็นเจ้าของพรรคการเมือง การจะส่งผู้สมัครจะต้องผ่านความเห็นชอบไพรมารีโหวต สมาชิกพรรคมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย เลือกกรรมการบริหารพรรค และมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้นในนามพรรคการเมือง
“คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่าคับแคบเกินไป เมื่อนักการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็น อย่าไปด่าไปเหน็บแนมเขามาก เขาอาจจะพูดด้วยความหวังดี หลายคนชอบเหน็บแนมว่า นักการเมืองชอบปกป้องสถานะของตัวเอง กลัวประชาชนเป็นใหญ่กว่า ซึ่งไม่จริง พวกคุณอย่าวางแผนสืบทอดอำนาจแล้วกัน เช่น คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เขียนเอาไว้ได้ แต่ประชาชนควรจะมีสิทธิกำหนดตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ หากจะเขียนเพื่อที่จะสืบทอดอำนาจคงไม่ถูกต้องนัก”







