
ค่าเงินบาทปัจจัยกำหนดนโยบายธปท.
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเหรียญสหรัฐมาเป็นระยะเวลานานสำหรับภูมิภาค แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการแข็งค่าของค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเหรียญสหรัฐมาเป็นระยะเวลานานสำหรับภูมิภาค แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการแข็งค่าของค่าเงินบาท
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.5% พร้อมแสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธปท.ยังผ่อนคลายกฎการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน ซึ่งทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ภายหลังจากการออกนโยบายต่างๆ ดังกล่าว ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเทียบเหรียญสหรัฐเหลือ 33.25 บาท/เหรียญสหรัฐ ในการแลกเปลี่ยนช่วงเช้าของวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 เมื่อเทียบกับ 32.59 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงก่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว
ซีเอ็นบีซีรายงานอ้าง สันติธาน เสถียรไทย นักวิเคราะห์แห่งเครดิตสวิส ว่า ถ้าหากมีการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทอีก ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้มากเมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงเกินดุล ธปท.จะเข้าแทรกแซงค่าเงินอีกครั้งเพื่อควบคุมการแข็งค่าของค่าเงินบาท ไม่ให้แข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ไนแซม ไอดริส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และสกุลเงินระหว่างประเทศของธนาคารแมคควอรี กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในขณะนี้นักลงทุนยังขาดความสนใจที่จะขายค่าเงินบาททิ้ง จึงทำให้ค่าเงินบาทยังคงมีเสถียรภาพอยู่ ในขณะที่การควบคุมเงินทุนที่ไทยเคยควบคุม ยังทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง รวมไปถึงการส่งออกที่ปรับตัวลดลงอาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดได้
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. จะเป็นการผลักดันให้ไทยเข้าสู่สงครามค่าเงินที่แต่ละชาติต่างอ่อนค่าเงินประเทศตัวเองเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดย ธปท.ได้แสดงความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่ง จะส่งผลกระทบในด้านลบต่อการส่งออก
กระนั้นก็ตาม การวิเคราะห์จากธนาคารเอชเอ สบีซี ระบุว่า การส่งออกของไทยที่กำลังอ่อนแอมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 เป็นผลมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ส่งออก ความสามารถในการผลิต หรือการโยกย้ายฐานการผลิตออกจากไทยไปยังประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า
ดังนั้น ธปท.ไม่ได้ดำเนินนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยการส่งออกโดยตรง นอกจากนี้ เอชเอสบีซียังระบุอีกด้วยว่า ไทยมีความกังวลต่อปัญหาหนี้มากกว่าโดยเมื่อรวมหนี้ภาคเอกชนและภาคครัวเรือนเข้าด้วยกันแล้ว ปริมาณหนี้สูงมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศถึง 160%







