posttoday
ฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

06 พฤษภาคม 2558

ในช่วงนี้แรงกดดันทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงได้หันกลับไปสู่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะหนักหน่วงกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าจับที่ผู้เป็นประธาน

ในช่วงนี้แรงกดดันทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงได้หันกลับไปสู่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะหนักหน่วงกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าจับที่ผู้เป็นประธาน

อารมณ์การพาดหัวข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ คงเป็นเครื่องสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ชนชั้นนำในสังคมกำลังมีความวิตกห่วงใยต่อสาระของรัฐธรรมนูญในเรื่องใดมากเป็นพิเศษ คนเหล่านี้มักเสียงดังกว่าคนทั่วไป มีสื่อมวลชนอยู่ในกลุ่มและเป็นเครื่องกระจายเสียงสำคัญ

แต่จากการที่ผมมีโอกาสได้อภิปรายและพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่อง (ร่าง) รัฐธรรมนูญกับเพื่อนสมาชิกในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเครือข่ายภาคประชาสังคมในหลายจังหวัด อารมณ์ความรู้สึกที่สัมผัสมานั้นออกจะต่างไปจากการพาดหัวข่าวสื่อมวลชนอยู่สักหน่อย

สปช.ส่วนใหญ่ต่างพอใจมากที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้นำข้อเสนอจากกรรมาธิการ สปช.ทั้ง 18 ชุด ไปบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน ส่วนภาคประชาสังคมก็ถูกใจกับเจตนารมณ์หลักทั้งสี่ประการในการออกแบบรัฐธรรมนูญคราวนี้ คือ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข

ผมมีบางประเด็นจะขอฝากสำหรับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

1.ยืนยันสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่

นับเป็นเจตนารมณ์ที่ดี ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหลักการสำคัญที่จะต้องยืนหยัด รวมทั้งต้องสนับสนุนให้มีกลไกรูปธรรมตามที่ออกแบบไว้รองรับ อาทิ

การขยายสิทธิมนุษยชน คุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล (ม.38) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดี คุ้มครองผู้เสียหาย-พยาน (ม.44) การยกระดับสิทธิพลเมือง เสรีภาพในการจัดตั้งกลุ่มการเมือง (ม.55) มีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาปฏิบัติการทางปกครอง (ม.62) เสรีภาพในการวิเคราะห์วิจารณ์คำพิพากษาโดยสุจริตตามหลักวิชาการ (ม.51)

การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะ การร่างกฎหมาย (ม.65) การขอข้อมูลตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและภาครัฐ (ม.70)

สนับสนุนให้มีกลไกสำหรับภาคพลเมืองในการให้การศึกษาและฝึกฝนเรียนรู้ประชาธิปไตยเชิงคุณภาพและคุณธรรมจริยธรรมจากปฏิบัติการจริง ทั้งกลไกสมัชชาพลเมือง (ม.215) สภาตรวจสอบภาคพลเมือง (ม.71) สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ (ม.74) และองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค (ม.60)

อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการยกร่างฯ ควรพิจารณาจัดวางใหม่หรือควบรวมหรือปรับเปลี่ยนบทบาทของกลไกที่มีอยู่เดิมให้มีความชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อนคาราคาซัง แต่ให้หนุนเสริมไปด้วยกันเสียในคราวเดียว อย่างเช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเมือง กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง  ป.ป.ช.จังหวัด ฯลฯ  

2.ปรับการเมืองให้สมดุล

การออกแบบในการขจัดและป้องกันการซื้อสิทธิ-ขายเสียง ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกระดับและการใช้อำนาจโดยมิชอบนั้นคงไม่มีใครขัดข้อง แต่ที่หลายกลุ่มเป็นห่วงคือความสมดุลภายในการเมืองภาคสถาบัน

วุฒิสภาในรูปแบบพหุนิยมก็ดูมีเหตุผล แต่การที่ สว.ไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ในขณะที่ถูกออกแบบให้มีอำนาจมากมายนั้น ดูจะขัดต่อหลักวิชาการไปสักหน่อย โดยส่วนตัวคิดว่าในมาตรา 121 ที่ว่าด้วยองค์ประกอบและที่มาของวุฒิสภานั้นควรปรับใหม่

ที่มา สว.(1) ราชการ (2) วิชาชีพ (3)
ผู้แทนองค์กร ควรให้มีจำนวนรวมกันไม่เกิน 77 คน และควรใช้การสรรหาแบบ สปช.จะดีกว่าการจัดให้เลือกกันเอง เพราะเราทดลองระบบเลือกกันเองมามากแล้วในสังคมตัวแทนแบบไทยๆ ซึ่งพบว่าล้มเหลวหมด

ส่วน สว.ที่มาจาก (4) ผู้ทรงคุณวุฒิ และ (5) ผู้ซึ่งมาจากพื้นที่ ควรรวมกันโดยมีจำนวน 123 คน และให้ประชาชนเลือกโดยตรงโดยระบบบัญชีรายชื่อ สว.ในระดับภาค (อย่างที่มีบางกลุ่มเสนอ) ให้แบ่งเขตพื้นที่เป็น 6 ภาคเหมือนบัญชีรายชื่อ สส. แต่ละบัญชีรายชื่อต้องมีองค์ประกอบครบกลุ่มความเชี่ยวชาญตามที่กำหนด

ผมอยากเสนอให้กรรมาธิการยกร่างฯ ให้เวลาและใช้กระบวนการทำงานกับเรื่องนี้สักหน่อย โดยอาจหารือกับกลุ่มแปรญัตติที่มีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องก็ได้

3.เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด

จากการที่ผมเฝ้าดูการอภิปรายและการลงมติในเรื่องต่างๆ ของสมาชิก สปช.มามากกว่า 20 ครั้ง ตั้งแต่เริ่มเปิดสภา ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระของบรรดาสมาชิกทั้ง 250 คน

บรรยากาศการอภิปรายของ สปช.ส่วนใหญ่จะไม่มีการไว้หน้าหรือเกรงใจกัน  คือคิดอย่างไรก็อภิปรายไปอย่างนั้น และเมื่อถึงเวลาลงมติ จะพบว่าเป็น สปช.แต่ละคนใช้ดุลพินิจที่เป็นอิสระของตนอย่างแท้จริง ไม่มีใครสั่งใครได้เลย ดังนั้นผลการลงมติทุกครั้งจึงมีความเป็นผลรวมของเหตุผลทั้งสนับสนุนและโต้แย้งที่ผ่านการชั่งน้ำหนักกันตามธรรมชาติ มีความรอบคอบรอบด้านและมโนธรรมสำนึกอยู่ในตัว

ผมจึงเชื่อมั่นว่า ในการลงมติ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ต่อ (ร่าง) ฉบับสุดท้ายของรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค. สปช.จะทำหน้าที่โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยไม่เห็นแก่ความอยู่รอดของตนเอง แม้ว่าจะต้องตายตกไปตามกันก็ตาม

จึงอยากให้กรรมาธิการยกร่างฯ ทำหน้าที่ในช่วงสำคัญอย่างมีสมาธิ รับฟังข้อเสนอแนะให้มาก ปรึกษาหารือเพิ่มเติมตามสมควร และใช้การตัดสินใจรวมหมู่ ไม่ต้องคิดถึงการลงประชามติซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ แต่คำนึงถึงความเป็นเสียงสะท้อนที่สปช.กำลังแสดงบทบาทเป็นสำคัญ

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน