
ให้น้ำแก่ประชาชน
เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจะพิจารณาลงทุนในโครงการเร่งฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศด้วย เป็นโครงการหลักโครงการหนึ่งนอกเหนือจากโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคม
เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจะพิจารณาลงทุนในโครงการเร่งฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศด้วย เป็นโครงการหลักโครงการหนึ่งนอกเหนือจากโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคม
ถ้ามีการลงทุนในโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างจริงจัง นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวแล้ว ยังช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่เกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน เพราะรายได้ลดลงเนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เพราะเม็ดเงินจากการลงทุนในโครงการเหล่านี้จะตกถึงมือคนยากจนโดยตรง ถ้ามีการใช้แรงงานเกษตรหรือชาวบ้านทำงานในโครงการต่างๆ ในท้องถิ่น
ผมยอมรับว่าไม่ได้ศึกษารายละเอียดในโครงการลงทุนภาครัฐที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานขณะนี้ แต่เข้าใจว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นแค่โครงการย่อยในโครงการพัฒนาโครงการพื้นฐาน ถ้ามีบรรจุอยู่แล้วเป็นเรื่องเป็นราวก็ขออภัยที่นำเรื่องนี้มาพูด แต่ขอให้เร่งรัดดำเนินโครงการเหล่านี้ก่อน โครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาายเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยเฉพาะยิ่งปีนี้เกิดอากาศแล้งจัดอย่างที่หลายหน่วยงานทำนายไว้
สาเหตุที่ทำให้ผมเก็บเรื่องนี้มาพูดถึงในที่นี้ เพราะหลายเดือนมานี้ได้เห็นว่าชาวบ้านหรือคนยากจนที่ใช้แรงงานนั้น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถึงแม้ว่าจะมีรายได้เพียงน้อยนิดเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท หรือต่ำกว่านั้น ถ้าเอารายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรปีละครั้งหรือ 2 ครั้งมาเฉลี่ยทั้งปี
ผมสงสัยมานานแล้ว คนเหล่านี้ยังชีพอยู่ได้อย่างไรในยามสินค้าราคาแพงแต่รายได้ลดลง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ผมให้ช่างรับเหมาเล็กๆ รายหนึ่งที่ใช้สอยกันมานาน มาปลูกบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ ในที่ดินที่ซื้อไว้หลังหมู่บ้านมานานแล้ว เขาก็ทำไปตามกำลัง ผมก็ไม่ได้เร่งรัดให้เสร็จ ว่างๆ ขี่จักรยานเข้าไปดูที่ไซต์งาน ดูไปดูมาไม่ค่อยได้ดูบ้านแต่ชอบดูไก่ที่เขาเอามาเลี้ยงคู่หนึ่ง ไม่กี่เดือนออกลูกเจี๊ยบมา 7 ตัวให้ดูเล่น ดูต้นมะเขือ ต้นข่า ขิง ตะไคร้ อ้อย กล้วย พริก มะนาว แมงลัก กะเพรา โหระพา ฟักทอง ฯลฯ ที่คนงานปลูกในที่ดินของผมโดยไม่ขออนุญาต ซ้ำยังเก็บใบอ่อนและฝักต้นมะรุมที่ขึ้นเองอยู่แล้วไปกินเป็นอาหาร ทำให้ผมได้ความรู้ว่าต้นข่านั้นถ้าลอกเปลือกแล้วเอาไปสับเป็นท่อนๆ สามารถยำกินกับไข่มดแดงที่กำลังทำลังบนต้นนนทรีข้างๆ บ้านได้และต้นไม้ทุกชนิดที่ผมพูดถึงก็งามได้งามดี โดยไม่ต้องให้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ซึ่งคนงานบอกว่าดินกรุงเทพฯ ดี ปลูกอะไรก็งามไม่เหมือนแถวบ้านเขาในภาคอีสาน
คุยไปคุยมา ถามว่าวันหนึ่งใช้เงินค่าอาหารกี่บาท เขาบอกว่าบางวันไม่ได้ใช้เลย ถ้าไม่กินขนมนมเนย ไม่กินหมู กินเนื้อ กินไก่ เพราะปลาไปตกกินเองได้ที่บึงข้างบ้าน ส่วนเครื่องปรุงทั้งหลายผลิตเองในบ้านผม เขาบอกว่าแต่เดิมนั้นเขาเลี้ยงไก่ไว้ ตั้งใจว่านอกจากจะกินไข่แล้ว พอได้อายุจะจับเชือดกินเป็นอาหาร แต่ผมได้ประกาศคำสั่งตามมาตรา 44 ของผมไปแล้วว่า ถ้าไก่ครอกนี้หายไปแม้แต่ตัวเดียวผมจะเอาผิดกับคนงานทุกคน โดยไม่ละเว้น ไก่ทุกตัวจึงอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้
สรุปแล้วคือคนงานเหล่านี้สามารถดูแลตัวเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงบนที่ดินของผม
ทีแรกผมนึกชมเชยความสามารถของคนงานอีสานกลุ่มนี้ว่า มีความสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดี แค่มีที่ดินให้ปลูกต้นไม้และเลี้ยงไก่ แต่ทีหลังมาสังเกตเห็นว่าเขาใช้น้ำประปารดต้นไม้พืชผักทั้งหลาย จึงได้สัจธรรมว่าเขากำลังทำการเกษตรกรรมแบบนายทุน โดยนายทุนคือผมจ่ายค่าน้ำประปาให้ แต่ถ้าอยู่ที่บ้านของเขาและเพาะปลูกกันเป็นกิจจะลักษณะ คงทำแบบนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
มาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2529 ใจความตอนหนึ่งว่า
“หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”
นี่คือพระราชดำรัสที่ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลไทยทุกรัฐบาลให้ความสำคัญและสานต่ออย่างจริงจังกว่าที่เป็นมา ป่านนี้เราคงไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องส่งออกไม่ได้ สินค้าราคาแพง เศรษฐกิจโตขึ้นไม่ถึง 1% อะไรทำนองนี้ เพราะถ้ามีที่ดินให้ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ มีน้ำให้ใช้ คนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ย่อมสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพ เพราะแผ่นดินไทยนั้นบางคนกล่าวว่า แค่โยนเมล็ดอะไรก็งอก เป็นต้น ให้ร่มเงาให้ดอกให้ผลโดยไม่ต้องดูแลรักษา
เพราะฉะนั้นการเร่งฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติจึงน่าจะเป็นมาตรการเร่งด่วนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลทันตา โครงการหนึ่งที่ คสช.และรัฐบาลควรรีบพิจารณานำไปดำเนินการ
ความจริงโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว อย่างเช่นเมื่อปี 2551 รัฐมนตรียุคสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการคลัง ร่วมกันฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น อ่างเก็บ
น้ำ คู คลอง หนอง บึงจำนวนกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ แต่แหล่งน้ำดังกล่าวเกิดการตื้นเขิน ทำให้การกักเก็บน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนที่ต้องอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดดำเนินการจัดทำโครงการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยหาเจ้าภาพที่ชัดเจนเพื่อสำรวจ ศึกษารายละเอียด พร้อมจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ และงบประมาณในการขุดลอก เพราะถือว่าเป็นโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เท่าที่จำได้พอมีการดำเนินการโครงการขุดคู บ่อน้ำ บึง ก็มีการทุจริตว่าจ้างบริษัทใหญ่บริษัทเดียวรับเหมาขุดบ่อทั่วประเทศหรือไม่ได้ขุดจริง แค่ตักดินในบ่อขึ้นมาถมไว้ข้างบ่อ พอเป็นพิธีเพื่อเบิกจ่ายเงินงบประมาณ จึงไม่ทราบว่าได้มีการดำเนินการจริงจังต่อแค่ไหน เมื่อรัฐบาลพ้นจากตำแหน่งไป จึงมีข่าวราษฎรมีปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอยู่เป็นประจำจนถึงทุกวันนี้เป็นที่น่าเสียดายโครงการดีๆ มีประโยชน์ตกถึงประชาชนที่ไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามาเพื่ออยากนำเสนอข้อมูลผ่านท่านผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน รวมถึงทุกข์ร้อนของประชาชนได้นำไปลองพิจารณาดูว่า บัดนี้ถึงเวลาหรือยังที่เราจะให้ “น้ำ”แก่ประชาชนตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำริไว้ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว โดยเร่งด่วนอีกครั้ง







