
สูตรขึ้นค่าแรงใหม่...ได้ใจฉันทนา
...ทีมข่าวการเงิน
รัฐบาลกำลังเดินหน้ามาตรการกระชับพื้นที่หัวใจประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงฐานะปานกลางอย่างหนัก
ด้วยการเร่งกระจายรายได้ลด
“ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการเดินหน้าสู่มาตรการปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเริ่มจากดาบแรก คือ การประกาศแก้
“หนี้นอกระบบ” ให้กับประชาชนที่มีแบกภาระปัญหาหนี้พอกหางหมู เจอเจ้าหนี้นอกระบบขูดรีดดอกเบี้ย โดยใช้มาตรการกึ่งการคลังมอบนโยบายให้ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อให้คนเอาเงินไปจ่ายหนี้นอกระบบ จนมีคนแห่ขึ้นการขึ้นทะเบียนไปแล้วเกือบ 1 ล้านรายเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ออกมาแจกแจงว่าขณะนี้มีลูกหนี้ที่ได้รับการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินแล้วกว่า 2 แสนราย และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 แสนรายภายในเดือน มิ.ย.นี้
ดาบที่สอง คือ การประกาศขึ้นเงินเดือนเพื่อเอาใจข้าราชการทั่วประเทศกว่า 1.94 ล้านคน ในอัตรา 5% หลังจากที่เห็นว่าไม่มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการมานานไม่น้อยกว่า 23 ปีแล้ว
คาดว่า งานนี้น่าจะใช้เงินอีก 3 หมื่นล้านบาท โดยไม่สะเทือนงบประมาณ เพราะจะเป็นการโยกมาจากการใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ แต่ยังคงเป็นงบเดิมของปี 2554
โดยจะขึ้นเงินเดือนได้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554 ซึ่งเหตุผลที่ขึ้นเงินเดือนให้เพียงครึ่งปี เพราะหากขึ้นเงินเดือนให้เต็ม 1 ปี จะเป็นภาระที่มากเกินไปสำหรับปีงบประมาณ
มาล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประกาศว่าจะมีการพิจารณาเรื่องวิธีการปรับขึ้นค่าแรง ถือเป็นดาบสามที่รัฐบาลสามารถเรียกเสียงเฮลั่นจากลูกจ้างทั่วประเทศกว่า 30 ล้านคน ซึ่งเรื่อง
“การปรับวิธีการขึ้นค่าแรง” ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะดูจากแนวคิดของ รมว.คลัง แล้วน่าจะเป็นการปฏิวัติเรื่องค่าแรงครั้งใหญ่ ที่ถูกยึดติดกับเงินเฟ้อที่ไม่มีการขยับมานานนับ 10 ปี จนเป็นเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้ค่าแรงขั้นต่ำไม่สามารถปรับขึ้นได้สอดรับกับความเป็นจริงที่ค่าใช้จ่ายทั้งด้านราคาสินค้าและค่าเดินทางที่ถีบตัวสูงขึ้นยกตัวอย่างข้อมูลทางด้านอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่มีการรายงานย้อนหลังไปเมื่อ 6 ปีก่อน พบว่าอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของจ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ปี 2547 อยู่ที่วันละ 136 บาท
เทียบกับวันที่ 1 ม.ค. ปี 2553 อยู่ที่วันละ 157 บาท หรือปรับขึ้นเพียง 21 บาท ในรอบ 6 ปี หรือแค่ปีละ 3.50 บาท
กรุงเทพมหานคร 6 ปีก่อน กำหนดจ่ายค่าแรงขั้นต่ำที่วันละ 170 บาท มาวันนี้ปรับขึ้นเป็น 206 บาท หรือปรับเพิ่มเพียง 36 บาท หรือแค่ปีละ 6 บาท
จ.นครศรีธรรมราช ค่าแรงขั้นต่ำเมื่อ 6 ปีก่อนอยู่ที่วันละ 135 บาท ค่อยๆ ปรับเพิ่มเป็น 159 บาทต่อวัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเพียง 24 บาท ในช่วง 6 ปี หรือแค่ปีละ 4 บาท
ขณะที่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่กระทรวงการคลังพบว่า จากฐานภาษีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีอัตรากำไรและอัตราการจ่ายภาษีที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 56 เท่าตัว
สะท้อนให้เห็นว่า อัตราการทำกำไรกับต้นทุนค่าจ้างไม่สัมพันธ์กัน เรียกว่าผู้ประกอบการยัง
“กดราคา” ค่าแรงขั้นต่ำ จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวย และหากเดินหน้าเรื่องการขึ้นค่าแรงได้จริงเชื่อว่าจะไม่กระทบกับอุตสาหกรรมโดยรวม แต่จะสร้าง “กำลังซื้อ” ในประเทศเพิ่มขึ้นแม้ว่าแนวคิดนี้จะเป็นที่ยอมรับของเจ้าสัวใหญ่ทั้งนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และนายธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือซีพี เจ้าของแนวคิด
“ทฤษฎีสองสูง” ที่หนุนให้เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่ไปกับการปรับเพิ่มค่าแรงให้กับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน นำไปสู่การลดปัญหาความยากจน และลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนกลุ่มอาชีพเกษตรกับคนอาชีพอื่นเพราะเมื่อราคาสินค้าเกษตรสูง ก็หมายความว่าค่าครองชีพของคนไทยทั่วไปก็ต้องสูงตามไปด้วย
ดังนั้น การปรับเพิ่มค่าแรงจะทำให้ไม่มีผู้คนเดือดร้อนจากภาวะที่สินค้าเกษตรมีราคาสูง
การเดินหน้าทฤษฎีสองสูง คือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเพื่อสร้างสมดุลให้กับสังคมไทย เพราะขณะนี้จะเห็นได้ว่าคนเริ่มเดือดร้อนจากปัญหาราคาสินค้าแพงหูฉี่กันทั่วหน้า ขนาดผักชียังไม่มีโรยหน้า จนรัฐบาลต้องออกมาไล่กวดให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศตรึงราคาสินค้าด่วนจี๋
แต่โจทย์ที่ว่านี้ถือว่าไม่ง่าย เพราะกระทรวงการคลังจะต้อง
“กินดีหมี สวมหัวใจเสือ” เข้าตบตีกับผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจอื่นๆ อีกนับร้อย เพื่อปฏิวัติเรื่องการคิดสูตรการปรับขึ้นค่าแรงใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกจ้างที่ถูกกดค่าแรงมานานที่ผ่านมารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยเลือกที่จะเข้าข้างผู้ประกอบการโดยการกดค่าแรงขั้นต่ำไว้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้าใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเนื่องจากต้นทุนต่ำ โดยที่ไม่ยอมเหลือบมองว่าลูกจ้างและคนใช้แรงงานเดือดร้อนอย่างหนักที่หารายได้ไม่เคยพอกับค่าใช้จ่าย อยู่ในภาวะที่ชักหน้าไม่ถึงหลังกันมานาน จนปัญหาเรื่องหนี้สินนอกระบบเป็นของที่อยู่คู่กับสังคมไทยแก้เท่าไรก็ไม่พ้นบ่วงหนี้เสียที
เชื่อแน่ว่านายกรณ์จะต้องลุยเจรจากับกระทรวงแรงงานเพื่อหาทางรื้อสูตรโครงสร้างการขึ้นค่าแรงครั้งนี้ และหากการปรับขึ้นค่าแรงสามารถเดินหน้าไปได้จริงก็ถือว่าจะเป็นผลงานที่สำคัญของรัฐบาลนี้ที่สามารถกระชับพื้นที่หัวใจของ
“ฉันทนา” สาวโรงงาน ยันพวกลูกจ้างทั้งประเทศได้อย่างดี ซึ่งน่าจะเป็นการเตรียมปูทางไว้สำหรับการเลือกตั้งใหม่ ที่ยังไม่มีใครรู้ชัดว่าจะเกิดขึ้นอีกในเร็วๆ นี้หรือไม่






