
หลักเกณฑ์ไลเซนส์ 3G ใหม่เอกชนลุ้นลงทุนคุ้มหรือไม่
...บริษัทวิจัยกสิกรไทย
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ประกาศร่างสรุปข้อสนเทศฉบับใหม่สำหรับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT หรือ 3G and Beyond ในย่านความถี่ 2.1 GHz โดยในเนื้อหาได้มีการแก้ไขและเพิ่มเติมรายละเอียดในบางประเด็นที่เป็นข้อสงสัย
ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนใบอนุญาต (ไลเซนส์) จาก 4 ใบ เหลือ 3 ใบ หากมีผู้เข้าร่วมประมูลตั้งแต่ 4 รายขึ้นไป ส่วนกรณีที่มีผู้ร่วมประมูลน้อยกว่า 4 ราย จะมีใบอนุญาตเท่ากับจำนวนผู้ร่วมประมูล และมูลค่าขั้นต่ำของใบอนุญาตอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนการชำระค่าใบอนุญาตให้แบ่งชำระเป็น 3 งวด จากเดิมที่กำหนดให้ชำระงวดเดียวภายใน 14 วันหลังปิดประมูล นอกจากนี้ต้องเปิดให้บริการให้ได้ภายใน 1 ปี และให้บริการครอบคลุมทุกจังหวัดภายในปีที่ 2 และต้องครอบคลุมจำนวนประชากร
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการปรับมูลค่าขั้นต่ำของใบอนุญาตที่เพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท จะทำให้ผู้ให้บริการต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงข้อกำหนดด้านความครอบ คลุมการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดการให้บริการในระบบใหม่ต้องครอบ คลุมทุกจังหวัดในปีที่ 2 ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการไม่สามารถเลือกลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดผู้ใช้บริการเสริมที่ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง จึงอาจจะส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนในการลงทุนของผู้ให้บริการในระยะแรก
อย่างไรก็ตาม แม้ร่างฉบับใหม่อาจทำให้ต้นทุนในการให้บริการในระบบ 3G เพิ่มขึ้น แต่อาจได้ประโยชน์จากต้นทุนรายปีที่อาจลดลงในส่วนที่ผู้ให้บริการเอกชนในระบบ 2G เดิมต้องเสียให้กับรัฐวิสาหกิจในอัตรา 2030% ต่อปี หรือราว 5,0002 หมื่นล้านบาท (ขึ้นกับรายได้ของผู้ให้บริการแต่ละราย) ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญให้การลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งการเปิดบริการในระบบ 3G มีความคุ้มค่า และยังคงดึงดูดให้ผู้ให้บริการเอกชนตัดสินใจเข้าร่วมประมูล
อย่างไรก็ดี การใช้กลยุทธ์ในการโน้มน้าวให้ผู้ใช้บริการย้ายจากระบบ 2G มายังระบบใหม่ที่ผู้ให้บริการมีใบอนุญาตเอง เป็นโจทย์ท้าทายผู้ให้บริการ เพราะจะสะท้อนถึงความคุ้มค่าของการลงทุน หากผู้ให้บริการรายใดมีความพร้อมในการเปิดให้บริการก่อนคู่แข่ง อีกทั้งมีอัตราค่าบริการหรือโปรโมชันที่น่าสนใจ ก็น่าจะจูงใจลูกค้าให้ย้ายมาระบบใหม่ได้เร็ว และยังอาจเป็นโอกาสดีในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง โดยมีมาตรการคงสิทธิเลขหมายที่ กทช.กำหนดให้เปิดให้บริการภายในเดือน ส.ค. 2553 เป็นปัจจัยหนุนให้ผู้ใช้ตัดสินใจเปลี่ยนเครือข่ายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การการกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายอื่นเข้าร่วมใช้โครงข่ายเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะ MVNO (Mobile Virtual Network Operators) น่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ที่อาจมีทุนไม่มากนักเข้ามาในธุรกิจนี้มากขึ้น
ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มบทบาทของผู้ให้บริการเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตในฐานะผู้ค้าส่งบริการ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งแหล่งรายได้ใหม่ๆ แต่ก็อาจจะส่งผลต่อการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปบางส่วน เนื่องจากผู้ใช้บริการมีทางเลือกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าห่วงคือการปรับปรุงร่างใหม่ที่แม้ว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องจับตา เช่น มูลค่าขั้นต่ำของใบอนุญาตที่เหมาะสม ความชัดเจนในการกำหนดระดับการใช้เทคโนโลยีในคลื่นความถี่ใหม่ การแปรสัญญาสัมปทานก่อนการเปิดประมูล ซึ่งล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อการวางแผนทางการเงินของผู้ให้บริการทั้งสิ้น โดยผู้ให้บริการยังคงต้องติดตามการทำประชาพิจารณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ ที่อาจก่อให้เกิดประเด็นใหม่ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบางประการ และอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดกรอบเวลาว่าจะสามารถเปิดประมูลภายในสิ้นเดือน ส.ค. 2553 ตามที่ กทช.คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นหรือไม่
กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเนื้อหา และการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมบางส่วนในร่างสรุปข้อสนเทศการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT หรือ 3G and Beyond ย่านความถี่ 2.1 GHz ฉบับใหม่นี้ อาจนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ให้บริการ ในขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มภาวะการแข่งขันในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากการเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆที่มีทุนไม่มากนัก เข้ามาทำตลาดในลักษณะผู้เช่าใช้โครงข่าย (MVNO)
อย่างไรก็ดีแม้ว่าการปรับปรุงร่างฯใหม่จะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องจับตา เช่น มูลค่าขั้นต่ำของใบอนุญาตที่เหมาะสม ความชัดเจนในการกำหนดระดับการใช้เทคโนโลยีในคลื่นความถี่ใหม่ การแปรสัญญาสัมปทานก่อนการเปิดประมูล ซึ่งล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อการวางแผนทางการเงินของผู้ให้บริการทั้งสิ้น โดยผู้ให้บริการยังคงต้องติดตามการทำประชาพิจารณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน นี้ ที่อาจก่อให้เกิดประเด็นใหม่ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบางประการ และอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดกรอบเวลาว่าจะสามารถเปิดประมูลภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2553 ตามที่ กทช. คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นหรือไม่
ระบบ 3G ความถี่ 2.1GHz จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเสริมที่ต้องอาศัยคุณภาพโครงข่าย และคลื่นความถี่ที่มีความกว้างเพียงพอที่จะทำให้การรับส่งข้อมูลมีความรวดเร็ว ซึ่งน่าจะทำให้อัตราการเติบโตของตลาดบริการเสริมมีทิศทางที่ดีขึ้นจากที่ผ่านมาที่แม้ว่ามูลค่าตลาดจะมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ก็มีอัตราการเติบโตที่ลดลง อันเนื่องจากข้อจำกัดด้านคุณภาพคลื่นที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้าสู่ตลาด
&<2288;
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เอกชนจะเปิดให้บริการ 3G บนความถี่เดิมบ้างแล้ว แต่เนื่องจากการให้บริการยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ อีกทั้งประสิทธิภาพของความถี่ที่มีข้อจำกัด จึงอาจกระตุ้นการเติบโตของบริการเสริมในปีนี้ได้ไม่มากนัก โดยปีนี้คาดว่าตลาดบริการเสริมน่าจะมีมูลค่าประมาณ 2.72.8 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 10.514.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ขยายตัว 15.22% แต่หลังจากการเปิดให้บริการด้วยเทคโนโลยี 3G บนความถี่ 2.1 GHz อย่างเต็มรูปแบบแล้ว มูลค่าตลาดบริการเสริมน่าจะมีโอกาสขยายตัวได้ในระดับสูงขึ้นในปีข้างหน้า







