
สุภัค ศิวะรักษ์ มือประสานแบงก์อาเซียน
เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารสัญชาติมาเลเซียที่มีขนาดใหญ่ในอาเซียนและสยายปีกเข้ามาในไทย
วันนี้ “สุภัค ศิวะรักษ์” บอกว่า ยังคงรู้สึกสนุกและท้าทายกับแบงก์เล็กที่มีแบ็กใหญ่แห่งนี้
สุภัค กล่าวว่า ยิ่งรู้สึกสนุกและท้าทายมากขึ้นเมื่อแบงก์แห่งนี้กำลังเดินหน้าขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นแบงก์แห่งอาเซียนอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ภาคพื้นอินโดจีน ซึ่งกำลังเป็นแหล่งการลงทุนแห่งใหม่ที่น่าจับตาของนักลงทุนทั่วโลก
แน่นอนว่า ประเทศไทยซึ่งถือเป็นหน้าด่านที่เชื่อมภาคพื้นอินโดจีนลงสู่หมู่เกาะทางใต้ ย่อมต้องมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ที่ช่วยประสานดูแลสาขาและสำนักงานตัวแทนเหล่านี้ด้วย และสุภัคก็ถือเป็นหนึ่งในผู้บริหารต่างชาติที่ได้อยู่ในกรุ๊ปผู้บริหารสูงสุดของซีไอเอ็มบี ใหญ่
“สำหรับอินโดจีนนั้น ลาวขึ้นอยู่กับไทย ส่วนกัมพูชานี่ทางบริษัทแม่มาเลเซียดูแลเอง ทางผมก็ช่วยหาลูกค้าต่อยอดให้เขาบ้าง ส่วนที่พม่ายังเป็นสำนักงานผู้แทน แต่ไทยก็ช่วยดูอยู่ ส่วนเวียดนามยื่นขอใบอนุญาตไปแล้ว คาดว่าน่าจะได้ภายใน 1-2 ปีนี้” สุภัค กล่าว
การทำหน้าที่สอดประสานในมุมของสุภัค คือการเป็นตัวแทนของแบงก์ ทำหน้าที่เชื่อมโยง อาศัยดึงทรัพยากรมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้มีมาตรฐานเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น และลดคอสต์ต่างๆ ลง ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นตัวแทนของแบงก์คอยช่วยกระตุ้นบริษัทไทย ขยายฐานลูกค้าไทย และเชื่อมกับประเทศที่ลูกค้าต้องการเข้าไปลงทุน เช่น เวลาบริษัทใหญ่ของไทยไปลงทุนที่กัมพูชา ทางไทยจะจัดวงเงินให้ลูกค้า และช่วยต่อยอดให้ทางซีไอเอ็มบี กัมพูชา ไปปล่อยกู้ต่อในส่วนของธุรกิจคู่สัญญากัน เพราะเป็นธุรกิจต่อยอดในเชิงคอนแทรกต์
“โจทย์อย่างหนึ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดของซีไอเอ็มบี ไทย ก็คือ ไม่ใช่มองเรื่องการดูแลธุรกิจในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเป็นตัวเชื่อมให้ด้วย เช่น ในเชิงธุรกิจ ต้องคอยดูคอยสนับสนุนการเชื่อมโยงลูกค้าจากข้างในออกไปข้างนอก และจากภูมิภาคเข้ามาในไทย”
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธนาคารมาเลเซียที่มีการเน้นความเป็นแบงก์อิสลามในกลุ่มประเทศหมู่เกาะ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน หรือมีซีอีโอใหญ่เป็นมุสลิม แต่สุภัคยืนยันว่า ศาสนาหรือความต่างทางวัฒนธรรมไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นแบงก์แห่งอาเซียน ที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์สูง เพราะมีแนวคิดและวัฒนธรรมองค์กรเป็นแบบสากล
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแบงก์มีสองฝั่งคุณสมบัติที่ทำให้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ คือ ในแต่ละพื้นที่จะให้คนท้องถิ่นจริงๆ เข้าไปบริหาร ซีอีโอเป็นคนในพื้นที่ ส่วนบอร์ดก็เป็นคนท้องถิ่นเยอะเหมือนกัน เช่น ที่ไทย ซีไอเอ็มบีกรุ๊ปถือหุ้น 93% ทำให้เขาสามารถตั้งกรรมการได้ถึง 9 ใน 10 คน แต่ทางบริษัทแม่ก็เลือกตั้งแค่ 4 คน ส่วนในกรุ๊ปใหญ่ก็มีผู้บริหารต่างชาติเยอะ มีการเชิญผู้บริหารจากแต่ละประเทศ เช่น ไทย สิงคโปร์ มาร่วมในนั้น จึงถือเป็นกรุ๊ปอาเซียนอย่างแท้จริง เป็นไปตามหลักการของอาเซียนแบงก์
“ผมชอบที่ดาโต๊ะ นาเซียร์ ราซัก ที่มีแนวคิด Multi Local คือ Multinational + Local คือใช้สูตรให้คนในพื้นที่เป็นคนดูแล เพราะเขาคิดว่าธุรกิจธนาคารคือธุรกิจที่อาศัยการบริการ ต้องเริ่มที่การอาศัย ‘ความสัมพันธ์’ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ารายย่อยที่อาศัยความสัมพันธ์บริการ ส่วนเอสเอ็มอีและคอร์ปอเรตคือการอาศัยความคุ้นเคย รู้จักกันกับเจ้าของ ผู้บริหาร เป็นเรื่องของเน็ตเวิร์ก เขามองว่าเป็นเรื่องของท้องถิ่น จึงต้องอาศัยความสัมพันธ์ในท้องถิ่น” สุภัค กล่าว
ซีอีโอผู้คร่ำหวอดในแวดวงธนาคารมากว่า 20 ปี เล่าว่า การเป็นผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายสูง และมีผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ในองค์กรมาก งานนี้เลยต้องอาศัย 3-4 คุณสมบัติ โดยเฉพาะ “การฟัง” มากเป็นพิเศษ ต้องฟังมากขึ้น ฟังแล้วต้องเข้าใจประเด็นที่เขาคุย ต้องฟังเป็นว่าที่มาของเรื่องที่เขาคุยกันคืออะไร เขากำลังเป็นห่วงเรื่องอะไรอยู่ โดยทั่วไปแล้วนิสัยคนเรามักจะไม่ฟัง มักจะคิดเวลาคนอื่นเขาพูด คิดว่าเราจะพูดอะไรต่อไปดีมากกว่า หรือเวลาที่คนอื่นเขาพูดแล้ว เราก็จะไปตามทางที่เขาพูด และที่ยากก็คือ ต้องตีโจทย์ที่ฟังมาให้ขาด
ขณะเดียวกัน ก็ยังต้องแม่นเรื่องหลักการ เพราะเวลาคุยหรือทำงานในองค์กรใหญ่ สิ่งที่ทำให้ชนะได้ก็คือ หลักการที่ถูกต้อง เช่น ทำให้องค์กรคุ้มค่าขึ้นหรือได้ลูกค้ามากขึ้น เวลาที่กรุ๊ปบริหารคุยกันจะเป็นเรื่องนี้เสียส่วนใหญ่ ซึ่งมีความชัดเจน และเจ้าตัวก็ชอบเพราะไม่มีการมาคุยกันว่าใครเป็นเถ้าแก่ ใครเป็นเจ้าของบริษัท
แม้จะรับฟังและถกเถียงบนหลักการ แต่การทำงานในองค์กรใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นการปะทะกันทางความคิด ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา สุภัค เล่าว่า ยังดีที่แบงก์อาเซียนแห่งนี้เน้นการใช้หลัก Carefrontation หรือ Care + Confrontation คือมีทั้งการห่วงใยและประจันหน้าในคราวเดียวกัน สิ่งที่เขาต้องการก็คือให้มีดีเบตแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ให้พูดในลักษณะที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันด้วย
การเปลี่ยนจากการบริหารธนาคารไทยมาเป็นการบริหารธนาคารอาเซียน สุภัค เล่าว่า เป็นงานที่ท้าทายแต่ก็สนุก เพราะชอบคอนเซ็ปต์ของกรุ๊ปที่ว่าเป็นธนาคารอาเซียน ซึ่งเมื่อก้าวออกไปดูในเชิงเวทีโลกแล้วจะเห็นว่าในประเทศเป็นสเกลที่เล็กมาก และยิ่งถูกล้อมรอบด้วยมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น การอยู่ตัวคนเดียวจึงลำบาก ดังนั้น เรื่องอาเซียนจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เริ่มจากการเป็นตลาดเดียวกัน หลายคนมาลงทุนที่เมืองไทยเพราะจะใช้เราเป็นฐานให้เขาในอาเซียน
ในมุมมองของซีอีโอรายนี้ แม้ประเทศไทยจะมีการแข่งขันในเวทีโลกอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่การออกนอกสนามไปแข่งขันในตลาดของต่างประเทศยังค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะที่ไม่ต้องแข่งขัน เช่น บริษัททรัพยากรธรรมชาติที่ไปขุดเจาะและส่งกลับมา
“ผมว่าเรื่องท้าทายที่เราต้องทำก็คือ ต้องออกไปอยู่เมืองนอก ออกไปแข่งในสนามอื่น เป็นการทดสอบดูว่าเรามีความสามารถในการบริหารจัดการไหม เพราะเวลาคุณออกไปเมืองนอก คุณต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงเรื่องการเงิน และการจัดการความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งถ้าไทยจะออกไปแข่ง ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นอาเซียน เพราะเป็นพื้นที่ใกล้สุด”
ความท้าทายอีกด้านเรื่องที่สุภัคมองว่าเป็นเรื่องสนุกและน่าตื่นเต้นก็คือ ความเป็นแบงก์เล็ก แต่เทคโนโลยีปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สูตรสำเร็จของแบงก์เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยเท้าของแบงก์อื่นๆ เช่น การร่วมมือกับธุรกิจโทรคมนาคม (เทลโก) เปิดตัวบริการ Beat Banking ร่วมกับเอไอเอส เมื่อเร็วๆ นี้ โดยอาศัยแพลตฟอร์มและเครือข่ายผู้ใช้บริการที่กว้างขวางของเอไอเอส เพื่อขยายรีเทล แบงก์กิ้ง ในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังตื่นตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แม้จะเป็นแบงก์เล็กในไทย แต่ก็ถือว่ามีแบ็กดีเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 5 ในอาเซียน โดยมีโจทย์คือ จะทำอย่างไรให้แบงก์เล็กแข่งขันได้ในสนามที่เลือกแข่ง
“ผมไม่ได้บอกว่าผมจะไปแข่งกับไทยพาณิชย์หรือกสิกรไทยทุกเวที แต่อย่างน้อยผมดีใจที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในเชิงสนามรบ ยกเว้นด้านการค้าเงิน เรามีผลงานที่ดีขึ้นไปโชว์กับเขาได้ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนทีมดิวิชั่น 1 อาจเพิ่งขึ้นมาในพรีเมียร์ลีก ยังอยู่ระดับกลางๆ แต่แม่มีตังค์สนับสนุนได้ ถือเป็นความท้าทายในฐานะมวยรอง (Underdog) ที่มีแบ็กดีและมีศักยภาพ แต่ก็เป็นความรับผิดชอบใหญ่ด้วย เพราะในทีมฟุตบอล ถึงแม้ว่าจะทำทีมได้แชมป์มาในปีที่แล้ว แต่ถ้าปีนี้ร่วง โค้ชก็มีสิทธิถูกไล่ออกได้เหมือนกัน”
อย่างไรก็ตาม แม้จะนั่งในตำแหน่งซีอีโอใหญ่ของประเทศไทย ที่ยังมีส่วนสำคัญช่วยดูเรื่องภาคพื้นอินโดจีนด้วย แต่ในมุมมองของสุภัคแล้ว การเป็นซีอีโอไม่สามารถใช้ความเป็นผู้นำเพียงอย่างเดียวที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปได้
“ผมยังมีปรัชญาของผมอีก จริงอยู่ที่หลายคนพูดว่า ซีอีโอมีอำนาจสั่งได้ จริงๆ หลายเรื่องก็สั่งได้ แต่ผมมานั่งคิดดูตอนหลังว่า การใช้ให้คนทำอะไรตามอำนาจมีข้อเสีย 3 อย่าง คือ 1.ซีอีโอไม่ใช่พหูสูต ซีอีโอมีหน้าที่อื่นด้วย ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้ทุกอย่าง มีโอกาสหลุดได้เหมือนกัน และธุรกิจแบงก์นี่เป็นธุรกิจที่ไม่ง่าย จึงต้องรับฟังให้มากด้วย 2.หน้าที่ของซีอีโอยังต้องทำตัวเป็นโค้ชด้วย ให้มีการดีเบตและสื่อออกไป และ 3.องค์กรที่จะเดินหน้าไปได้ต้องเป็นองค์กรที่ทำงานด้วยหลักการ
เพราะฉะนั้น ซีอีโอต้องให้เหตุผลได้ว่าทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ และจะได้คาดหวังได้ว่า คนของเราเองจะนำสิ่งที่เราพูดไปปฏิบัติต่อ เพราะเขาเชื่อในหลักการของเรา” สุภัค กล่าว







