
เขียน รธน.ผิดที่ผิดทาง นับถอยหลังรอทะเลาะกันอีก
“เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นคนหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญพอสมควร
“เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นคนหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญพอสมควร เพราะในอดีตเคยผ่านการมีส่วนร่วมกับการเขียนรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เสรีมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธาน ส.ส.ร.
มาในครั้งนี้กับการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งบริหารใน สปช.หรือ กมธ.ยกร่างฯ แต่มุมความคิดของผู้คร่ำหวอดเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นอะไรที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
เสรี คิดเห็นต่อการปฏิรูปประเทศว่า “หัวใจสำคัญของประเทศอยู่ที่ไหน อยู่ที่การเมือง เหตุที่ประเทศต้องสับสนอลม่าน เพราะฝ่ายการเมืองดึงประชาชนเข้าร่วมต่อสู้ เพื่อปกป้องตนเอง ฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ออกมาจะต้องแก้ไขปัญหาการเมืองให้ได้”
ระบบการเมืองที่ดีจะต้องเกิดจากการนำผู้แทนของประชาชนที่ดีเข้าสู่ระบบการเมือง ดังนั้นระบบเลือกตั้งจึงมีส่วนสำคัญในการคัดกรองนักการเมืองที่ไม่สุจริต ผู้มีอิทธิพล และนายทุนซื้อเสียง ออกจากระบบเลือกตั้ง ดังนั้นการลงทุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้
“ฉะนั้นคุณต้องตอบให้ได้ว่าเอาเลือกตั้งแบบเยอรมันมาทำไม แล้วมันจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ มันแก้ไม่ได้ มันจึงไม่ใช่คำตอบว่า วิธีนี้จะทำให้นักการเมืองดีขึ้น”
เสรี กล่าวว่า สส.ที่เข้าสู่ระบบเลือกตั้งต้องเชื่อมโยงกับประชาชน แต่ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมกลับไปเพิ่ม สส.แบบบัญชีรายชื่อ และลดจำนวน สส.ระบบแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทำให้ผู้แทนขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตามเห็นว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน แต่ควรเพิ่มสัดส่วนของ สส.แบบเขต เพื่อให้ สส.เหล่านี้เป็นตัวแทนของประชาชน นำเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
“เลือกตั้ง ถ้าให้ดีอย่าไปดูว่าสีไหนๆ แต่ต้องดูผลประโยชน์ของประชาชน ถ้ายังยืนยันจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ มันเป็นคนละบริบทกับปัญหา”
นอกจากนั้นแล้ว เสรี วิเคราะห์ว่า หากจะก้าวข้ามวิกฤตการเมืองจะต้องใช้หลักแบ่งแยกอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีและสภา เพราะนายกฯ จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่า สส. ในสภาจะอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ในขณะที่นายกฯ ก็ไม่ควรมีอำนาจในการยุบสภา เพราะหากนายกฯ ประพฤติมิชอบจะต้องถูกถอดถอนตามกระบวนการทางการเมือง ประเทศจึงจะไม่เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองอีกครั้ง
“นายกฯ ไม่เป็นอิสระจากสภา นี่คือปัญหาของประเทศ กมธ.ยกร่างฯ อาจกำหนดให้สภาเป็นผู้เลือกนายกฯ อย่างเดิม แต่เลือกแล้วต้องขาดจากกัน แต่นี่ กมธ.ยกร่างฯ เขียนแบบเดิมอีกแล้ว แก้ปัญหาเดิมไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับในการเขียนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เสรี เปรียบเทียบว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญในอดีต เกิดจากสมมติฐานว่าจะทำอย่างไรให้นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำและรัฐบาลเข้มแข็ง แต่หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 40 กลับเผชิญปัญหานักการเมืองขาดจริยธรรมและใช้อำนาจในทางทุจริต จนนำไปสู่การยุติบทบาทในที่สุด ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเข้มแข็ง แต่เกิดจากนักการเมืองลุแก่อำนาจ
“การเมืองเข้มแข็งถูกต้องแล้ว ถ้าได้คนดีมาบริหารประเทศก็จะเจริญ แต่หลักการที่ กมธ.ยกร่างฯ คิดคือให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เข้าร่วมกันหลายๆ พรรค กลับไปเป็นอย่างเก่า ดังนั้นจะให้ดีต้องเอาหลักการเก่า แต่แก้ไขการทุจริต คิดง่ายๆ ชาวบ้านก็คิดได้ ไม่ต้องถึงขั้นนักวิชาการ แต่ตอนนี้ กมธ.ยกร่างฯ ทำการเมืองอ่อนแอแล้วกัน เพราะเข้มแข็งแล้วมีปัญหา เอาพรรคเข้ามาหลายพรรค แล้วอ้างว่าปรองดอง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่”
การจะทำให้การเมืองดีขึ้นนั้น อดีตรองประธาน ส.ส.ร. คิดว่า จะต้องทำให้การเมืองปราศจากการแทรกแซง รัฐบาลมีความเข้มแข็ง และสามารถตรวจสอบได้ หากคณะผู้บริหารกระทำผิดก็ใช้กระบวนการถอดถอน โดยเป็นอำนาจของศาลฎีกาวินิจฉัย ไม่ใช่กำหนดให้เป็นอำนาจของ สว.ดังเช่นในอดีต เพราะ สว.อาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
“อย่างผมทั้งลงเอง เขียนเอง ทำเอง อ่านออกแล้วตอนนี้ นักวิชาการมักถามว่าคุณคิดจากฐานอะไร ก็ปัญหามันเห็นๆ อยู่ นักวิชาการไม่กล้าเปลี่ยน เลียนแบบต่างประเทศ นี่ปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญ”
หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะเป็นอย่างไร ?เสรี คาดว่า กลับมาเละเทะเหมือนเดิม เพราะนักการเมืองยังสู้กันไม่เลิก และยังมีกลุ่มคนที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อไหร่ที่กฎหมายคุมการเคลื่อนไหวของมวลชนหย่อนลง เขาจะกลับมาเรียกร้องความเป็นธรรม สุดท้ายก็กลับมาสู้กัน
“ไม่มีอะไรจะแย่กว่าเดิมแล้ว ของเราที่สุดของโลกแล้ว ปิดถนนเป็นปีๆ แต่ชาวบ้านอดทน เพราะเขาเอาด้วย คือถ้าจะไล่ก็ต้องใช้วิธีนี้ พอเกิดปัญหาก็เอาอีก นักการเมืองรู้ดีที่สุดว่าจะกลับเป็นเหมือนเดิม แต่เขารู้ว่าวันหนึ่งต้องนิรโทษกรรม มันถึงไม่กลัวไง ทุกครั้งมันมีนิรโทษกรรมหมด ครั้งนี้มันอาจจะยากหน่อย แต่ในที่สุดมันก็หนี้ไม่พ้น แต่ถ้าอีกกลุ่มยังไม่ยอม สุดท้ายก็จะกลับมาวนเวียนอย่างนี้”
ถ้าเป็นอย่างนั้นจะปฏิรูปไปเพื่ออะไร? เสรี ตอบทันทีว่า ปฏิรูปเพื่อลดปัญหา แต่ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อให้ปัญหาหมดไป เพราะอย่างน้อยการปฏิรูปจะทำให้เกิดการยอมรับในระบบการเมืองมากขึ้น เนื่องจากปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือ การเมือง รองลงมา คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่เลิกทุจริต ไม่มีทางที่จะยุติปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ เพราะในที่สุดประชาชนก็จะออกมาขับไล่รัฐบาลอีก กลายเป็นวงจรอย่างนี้
“ถ้ายังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ เพราะคุณก็จะมาไล่กันอีก บางทีอาจต้องใช้เวลา เพราะถ้าประชาชนเห็นปัญหาร่วมกัน ผู้บริหารประเทศมีจริยธรรมและสร้างผลประโยชน์แก่ส่วนรวม บางทีอาจดีขึ้น “
ในฐานะที่มีส่วนร่วมกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ คาดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้กี่ปี? อดีต ส.ส.ร.ตอบด้วยสีหน้ากังวลใจว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือเปล่า ผมยังตอบไม่ได้”
“ถ้า กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันจะใช้วิธีคิดของตนเองแบบเดิม ผมว่าคนไม่เห็นด้วยเยอะ เพราะมันไม่ตอบโจทย์” เสรี ปิดท้าย







