
โรฮิงญาย้ายถิ่น"เพื่อชีวิตใหม่"..."แฝงค้ามนุษย์"
โดย...อัสวิน ภักฆวรรณ
โดย...อัสวิน ภักฆวรรณ
ภายหลังจากพล.ต.ต. เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต. อำพล บัวรับพร ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา ตำรวจ สภ.สะเดา จ.สงขลา ทหารร้อย ร.5021 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.สงขลา ตำรวจกองปราบ และฝ่ายปกครองอำเภอสะเดา เจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 รวมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย กว่า 100 นาย เข้าตรวจสอบแคมป์ที่พักชาวโรฮิงญา ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาแก้ว บ้านตะโล๊ะ หมู่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งห่างจากสันปันน้ำ ฝั่งรัฐเปอร์ลิส มาเลเซีย ประมาณ 300 เมตร ลักษณะยังเป็นป่าดงดิบ มีการเปิดพื้นที่ตั้งแคมป์ ชั่วคราวประมาณ 2 ไร่ มีสิ่งปลูกสร้าง 39 หลัง แยกเป็นโรงนอน 26 หลัง ที่เหลือเป็นโรงครัว ที่อาบน้ำ ห้องน้ำ รวมทั้งหอคอยสังเกตการณ์
สำหรับพื้นที่เป้าหมายจะต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมง ลักษณะเป็นแคมป์เก่า ถูกสร้างมานาน บางหลังเหลือเพียงโครงไม้ และที่ห่างจากแคมป์ ออกไปประมาณ 50 เมตร พบว่าถูกแผ้วถาง สำหรับเป็นสุสานฝั่งศพ มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ แบบเดียวกับหลุมฝังศพของชาวมุสลิม มีการน้ำไม้ และปลูกต้นไม้ มาปักหัวท้ายหลุมฝังศพเพื่อเป็นเครื่องหมาย ซึ่งมีทั้งหลุมใหม่ และหลุมเก่าประมาณ 32 หลุม และยังพบคันหามศพ ที่สร้างแบบง่าย ๆโดยใช้กระสอบมาขึงกับไม้วางอยู่ด้วย
ทั้งนี้ศพโรฮิงญาที่เกิดขึ้นที่ถูกนำฝังไว้ นอกจากที่หมู่ 8 ตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ แล้วยังมีพื้นที่อีกที่ถูกนำไปฝังไว้สาเหตุจาการเสียชีวิเนื่องจากเกิดจากการเจ็บป่วยไข้หรือ เกิดความอ่อนเพลีย เนื่องจากการเดินทาง ทั้งทางเรือ และทางบก ที่เต็มไปด้วยความแออัดแน่นกว่าจะถึงที่หมายใช้เวลานานมากและเกิดขาดอาหาร และ 3 คือการถูกทำโทษ ทารุณตบตี
“การถูกทารุณ เนื่องจากชาวโรฮิงญา ต้องถูกลงโทษเพราะหลบหนีออกจากแคมป์พัก ซึ่งในภายแคมป์ ผู้กระทำบริหารจัดการก็จะเป็นชาวโรฮิงญาด้วยกัน ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าควบคุมดูแลแคมป์ อย่างไรก็ตามสำหรับแคมป์เดิมๆนั้นเมื่อหลายปีทีผ่านมา จะมีอยู่ในพื้นที่ต.ปาดังเบซาร์ ต.สำนักแต้ว และต.สำนักขาม .อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อรอการเดินทางไปประเทศที่ 3 โดยไปทำงานรับจ้างทั่วไป โดยเฉพาะในประเทมาเลเซีย เป็นต้น” แหล่งข่าวระบุ
สำหรับแต่ละคราวในยุคต้นๆ จะมีการรวบรวมชาวโรฮิงญาตั้งแต่ 500 – 700 คน เอาไว้ที่แคมป์ แล้วทะยอยส่งตัวไปทำงานตามออร์เดอร์แต่ละล๊อตตามงานที่ออร์เดอร์มาจากประเทศที่ 3 โดยแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายรวมสุทธิ ประมาณ 120,000 – 140,000 บาทต่อราย คิดมูลค่าตั้งแต่ 50-90 ล้านบาท ของแต่ละแคมป์ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่แต่ละกลุ่มทุน โดยกลุ่มทุนต้นทาง อยู่ที่ประเทศพม่า และ จ.ระนอง ส่วนกลุ่มปลายทาง อยู่ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งยังไม่นับพื้นที่สตูล และพื้นที่ จ.นราธิวาส และท้ายสุดถึงกลุ่มทุนในปะเทศมาเลเซียโดยมีรูปแบบดำเนินการเดียวกัน ซึ่งกลุ่มทุนจะมีกำไรประมาณ 60,000 บาทต่อราย
แคมป์โรฮิงญา กลุ่มทุนปลายทางจะรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูแล อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยระหว่างรอคิวเดินทางไปทำงานที่ประเทศที่ 3 โดยค่าใช้จ่ายแต่ละวันข้าวสาร ประมาณ 2 กระสอบป่าน ส่วนอาหาร จะเป็นซี่โครงไก่เป็นหลัก สำหรับ การเดินทางไปประเทศที่ 3 ค่อนข้างจะคึกคักมากในปี 2555 – 2556
“ค่าใช้จ่ายชองชาวโรฮิงญา ที่จะเดินทางไปสู่ประเทศที่ 3 เพื่อชีวิตใหม่ และการมีอนาคตที่ดี คือการมีงานทำ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รายละ 120,00-140,000 บาท กรณีที่ชาวโรฮิงญา ไม่มีเงิน นายทุนจะออกให้ก่อนโดยจะต้องการประกันซึ่งกันและกัน แต่เมื่อชาวโรฮิงญา มีงานทำแล้ว ก็จะผ่อนส่ง เป็นรายเดือน ส่วนที่เหลือก็จะส่งกลับให้ญาติ ที่ประเทศพม่าต่อไป ซึ่งจะมีโบรกเกอร์ เป็นคนดำเนินการให้ สำหรับระบบการเงิน จะส่งมาจากกลุ่มทุนในประเทศมาเลเซีย มาถึงกลุ่มทุนที่ อ.สะเดา จ.สงขลา แล้วส่งถึง จ.ระนอง ก่อนเข้าถึงประเทศพม่า โดยนำเงินริงกิตมาเลเซียมาแปลงเป็นเงินไทย แล้วท้ายสุดท้ายแปลงเป็นเงินพม่า"แหล่งข่าวระบุ
ประเด็นสำคัญที่เกิดปัญหา คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการประเทศมาเลเซีย ทำการจับกุมชาวโรฮิงญาได้ที่ประเทศมาเลเซีย ในฐานะแรงงานต่างด้าวและหลบหนีเข้าเมือง แล้วทางมาเลเซีย ก็จะผลักดันออกจากประเทศของส่วนใหญ่แล้วจะมาอยู่ที่รอยตอระหว่างไทย-มาเลเซีย ส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ไทยก็รับตัวไว้เพื่อส่งกลับประเทศพม่า แต่ส่วนหนึ่งไม่ยอมกลับ พร้อมจะเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 ก็จะมีกลุ่มทุนมารับตัวต่อเอาไว้ต่อไป ที่อยู่ตามรอยต่อแนวพรมแดนไทย โดยส่วนหนึ่งส่งกลับไปยังมาเลเซียได้ เพราะมีงานทำอยู่แล้ว แต่บางรายกลับไม่มีงานทำ ก็ไม่สามารถส่งเข้าไปได้ จึงมีการกักเก็บเอาไว้ รอหาญาติที่ประเทศพม่า ให้มาใช้จ่ายไถ่ถอนไป บางรายไม่มีเงินไถถอน บางรายมีเงินไถถอน เพื่อดำเนินการส่งต่อ
“ปัญหาการเสียชีวิตเกิดขึ้นของชาวโรฮิงญา คือเจ็บป่วยไข้เป็นหลักสำคัญ ส่วนการตบตีทารุณ มีน้อยมาก สาเหตุที่ถูกตบตีทารุณ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะผู้คุมแคมป์ ต้องควบคุมสถานการณ์ อย่าให้มีการหลบหนี ที่หลบหนีก็ไม่รอดสักราย เพราะไม่รู้จักเส้นทาง ชาวบ้านที่พบเห็น ก็ไม่กล้าแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการ ให้รับทราบ เพราะหวั่นเกรงอิทธิพล”
สำหรับกลุ่มผู้ค้าโรฮิงญา เป็นที่ทราบของเจ้าหน้าที่ทั้งเป็นคนในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ และอยู่ที่ประเทศพม่า และ จ.ระนอง สำหรับที่ จ.ระนอง ผู้ค้ารายสำคัญได้เสียชีวิตลงแล้วที่ผ่านมา นอกนั้นมีเจ้าหน้าที่บางส่วนมีส่วนรู้เห็น โดยดำเนินการค่อนข้างที่เจริญโตอยู่ประมาณ 10 ปี ปัจจัยสำคัญ เนื่องจากชาวโรฮิงญา เองต้องการเดินทางออกจากประเทศพม่า เป็นสำคัญ โดยไม่หวั่นวิตกถึงอนาคตข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อชีวิตใหม่
กลุ่มชาวโรฮิงญา มี่ปรารถนาจะมีชีวิตใหม่ โดยไม่อยู่ภายในประเทศพม่า จึงมีความยินดียิ่งที่จะเดินทางออกนอกประเทศเข้าสู่ประเทศที่ 3 โดยเดินทางผ่านประเทศไทย แต่ส่วนหนึ่งใช้ชีวิตใหม่กับประเทศใหม่ ประสบความสำเร็จ ประมาณ 30-50 % อยู่ในภาวะทรงตัว และอีก 20% ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มทุนที่ดำเนินการ ว่าอยู่ในคุณธรรม และขาดคุณธรรม
ศพของชาวโรฮิงญา ที่เสียชีวิตลง ชาวโรฮิงญาในแคมป์ด้วยกัน จะช่วยกันขุดหลุมฝังศพ แล้วก็มีการทำพิธีทางศาสนา อย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะฝังลงสุสาน







