
รูปที่ดินจริงหรือ
ปฏิรัฐบาลอันมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีจริงจังกับการปฏิรูปที่ดิน ด้วยการเปิดทำเนียบรัฐบาล 2 วัน ดำเนินการจัดงานเวทีสนทนาประชาชน เรื่องการจัดการที่เพื่อการทำกิน : ปัญหาและทางออก
น่าประหลาดใจแผ่นดินอันไพศาลของประเทศไทย การดำรงอยู่ของปัญหาเกษตรกรขาดแคลนที่ทำกินมาอย่างยาวนาน และรัฐได้มีความพยายามปฏิรูปที่ดินมาหลายครั้ง หลายวาระ
จนกระทั่งมีการตรากฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยประกาศใช้ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 และกำเนิดสำนักงานปฏิรูปที่ดินขึ้นมา
มาบัดนี้รวมเวลายาวนานถึง 35 ปี ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นับวันปัญหาเกษตรกรต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินและกลายเป็นผู้เช่าที่ดินต้องเสียค่าเช่าในอัตราสูงเกินควร ไม่ได้รับความเป็นธรรม กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ใน พ.ศ.นี้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีมุมมองที่สวยหรูว่า ตลอดกว่า 50 ปี แม้ที่ดินที่เป็นป่าไม้พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้จะลดน้อยลงตลอดเวลา แต่พื้นที่ในเรื่องของการทำการเกษตรเพิ่มมากขึ้น แต่เกษตรกรส่วนใหญ่กลับถือครองที่ดินเพียงน้อยนิดหรือไม่ได้ถือครองที่ดินเลย ที่ดินจำนวนมากกลับตกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย จึงเป็นปัญหาในเรื่องความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ รวมไปถึงการใช้ที่ดินไม่สมประโยชน์และขาดประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วย
คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
ปัญหาน่าจะมาจากรัฐบาล รวมถึงข้าราชการ ไม่เคยดำเนินการให้มีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลทำคือ จัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกร และจัดสรรแบ่งปันที่ดินแก่เกษตรกรเท่านั้น และท้ายที่สุด ที่ดินเหล่านั้นก็ไหลรวมไปอยู่กับกลุ่มทุน และเมื่อเกษตรกรเกิดความเดือดร้อนไร้ที่ทำกิน สิ่งที่ตามมาคือการบุกรุกป่า ตามด้วยการจัดสรรที่ดินจากป่าเสื่อมโทรม หรือที่ดินของรัฐให้แก่เกษตรกร ก็จะเกิดขึ้นในรอบต่อไป หมุนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้รอบแล้วรอบเล่า
หากคิดจะแก้ปัญหาดังกล่าว การปฏิรูปที่ดิน จะต้องดำเนินการไปพร้อมกับการปฏิรูปเกษตรกรรม
ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปเกษตรกรรม ทำอย่างไร? นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล หาคำตอบได้ไม่ยากจากโครงการในพระราชดำรินานับโครงการ ซึ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงเป็นต้นแบบให้ประจักษ์ หากแต่หามีรัฐบาลใดหัดเรียนรู้นำไปปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการที่ดินเพื่อการทำกินแก่เกษตรกรไม่







