
คนซอยสวนพลู
“
ยุบสภาวัดดวงกันดีไหมเพราะประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง
”คนส่วนมากในทุกวันนี้มักจะเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง คนที่จะมาปกครองประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง จนถึงหลงใหลได้ปลื้มว่าประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ดีที่สุดเพราะมีการเลือกตั้ง
แต่ท่านเหล่านั้นจะทราบไหมว่า เริ่มต้นที่เขาคิดสร้างระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่มีใครคิดถึงการเลือกตั้งกันเลย ทั้งประชาธิปไตยตะวันออกที่มีกำเนิดในอินเดีย และประชาธิปไตยตะวันตกที่มีกำเนิดในกรีซ
อินเดียในสมัยพระพุทธเจ้ามีการปกครองแบบ
“ประชาธิปไตยโดยพระราชา” โดยที่พระราชาจะมีฐานะเป็นหัวหน้าของประชาชน อย่างที่มีพระบาลีกล่าวไว้ว่า “ราชา มุขขัง มนุสสานัง” แปลว่า ราชาคือปากเสียง (มุขขะ) ของประชาชน ซึ่งคำว่าเป็นปากหรือเสียงพูดของประชาชนนี้ก็หมายถึงความเป็นหัวหน้าที่จะต้องสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนเนื่องจากอินเดียในยุคนั้นก็เหมือนอาณาจักรโบราณอื่นๆ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลายๆ แว่นแคว้น แต่ละแว่นแคว้นก็มีเมืองหลายเมือง แต่ละเมืองก็มี
“ราชา” เป็นผู้ดูแล โดยที่จะมีการแต่งตั้งหรือบางทีก็ตั้งตัวเองขึ้นมาของราชาบางองค์ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าของราชาทั้งหลายอีกที วิธีการปกครองก็จะประชุมปรึกษาหารือกัน สถานที่ประชุมเรียกว่า “สภา” และมีกฎเกณฑ์ในการประชุมอย่างเป็นระเบียบ เป็นต้นว่า ต้องมีผู้มาประชุมครบองค์ และมีการแจ้งญัตติที่จะประชุมกันให้ผู้เข้าประชุม (ซึ่งก็คือราชาทั้งหลาย) ได้ทราบล่วงหน้า ซึ่งคนที่เคยบวชเรียนเป็นพระภิกษุก็คงจะคุ้นเคยกับกระบวนการเหล่านี้ ทั้งในเวลาที่ลงอุโบสถและพิธีกรรมทางสงฆ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็นำมาจากพิธีของผู้ปกครองในยุคนั้นแท้ที่จริงแล้ว ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่เน้น
“ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ของปวงมหาชน” เท่านั้น ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยจะมีขึ้นได้ก็ต้องอาศัยกฎเกณฑ์หรือกติกาต่างๆ มาใช้กำกับควบคุม สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาแขกว่า “นิติ” ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยก็คือระบอบ “นิติรัฐ” นั่นเอง อีกนัยหนึ่งผู้ปกครองในระบอบนี้ก็มีหน้าที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมดูแลให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเน้น “สังคม” หาใช่ประโยชน์ของผู้ปกครองในทางส่วนตัวไม่ในทางตะวันตกที่กล่าวว่าปรัชญาเมธีชาวกรีกเป็นผู้ค้นพบระบอบประชาธิปไตย ทั้งโสกราติส เพลโต และอริสโตเติล ซึ่งเป็นอาจารย์และศิษย์ต่อเนื่องลงมาตามลำดับ ก็ไม่เคยพูดถึงระบบการเลือกตั้ง เพราะในยุคนั้นจะเน้นประชาธิปไตยทางตรง แถมยังเป็นประชาธิปไตยแบบ
“ศักดินา” คือมีมาตรฐานแห่งชนชั้นของผู้ที่จะมาทำการปกครอง รวมทั้งสมาชิกสภาก็ต้องได้รับการเลือกสรรมาจาก “อภิสิทธิ์ชน” เท่านั้นประชาธิปไตยทางตรงในแนวคิดของกรีก มีแนวคิดที่สำคัญที่สุดก็คือ
“การถ่วงดุลอำนาจ” ที่ต่อเนื่องมาถึงผู้ปกครองชาวโรมัน โดยเฉพาะรูปแบบการปกครองแบบกงสุลคือมีคณะผู้ปกครอง 3 คนจากประมุขของฝ่ายต่างๆ มาปรึกษาหารือกัน แต่ความจริงนั้นต้องการที่จะ “คานงัด” อำนาจซึ่งกันและกันมากกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์อย่างเดียวก็คือทำให้ประชาชนรักในตัวผู้นำ ที่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างประโยชน์สุขให้กับปวงมหาประชาชนนั่นเองประชาธิปไตยในยุคเริ่มต้นก็เป็นเพียงการแย่งชิงกัน (ของผู้นำ) เพื่อให้ประชาชนชื่นชอบ โดยที่ประชาชนไม่ต้องเข้ามาร่วมใช้อำนาจ แต่
“ชนชั้นนำ” จะขออาสามาทำหน้าที่เพื่อทำประโยชน์ให้ประชาชน และตราบเท่าที่ผู้ปกครองไม่ทรยศประชาชน ประชาชนก็จะยอมรับเชื่อฟังผู้ปกครองเหล่านั้นต่อไปประชาธิปไตยของกรีกและโรมันที่หมายถึง
“การทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” มาถูกปู้ยี่ปู้ยำโดยแนวคิดของแมกเคียเวลลีในอีก 1,000 ปีต่อมา เพราะแกไม่ยอมรับว่าการปกครองคือการทำเพื่อประชาชน แต่เน้นว่าเป็นการกระทำเพื่อความอยู่รอดและยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองเอง ที่นักวิชาการเรียกว่าการปกครองแบบ “อัตตาธิปไตย” คือเอาตัวเองเป็นใหญ่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งตรงข้ามกับประชาธิปไตยที่เอาประชาชนเป็นหลักเป็นศูนย์กลาง ที่ส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า “เผด็จการ”จากนั้นก็มาถึงยุคของจอห์น ล็อค และจัง จาค รุซโซ ที่เป็นนักคิดแนวมนุษยนิยมหรือประชาธิปไตยสมัยใหม่ ก็ไม่ได้บอกว่าถ้าจะปกครองใครแล้วต้องไปสมัครรับเลือกตั้งให้ประชาชนเลือก เพียงแต่บอกว่าถ้าคุณอยากจะเข้าไปใช้อำนาจนั้นแทนประชาชน คุณจะต้อง
“สัญญา” หรือทำข้อตกลงไว้กับประชาชนว่าจะทำอะไรและจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างไร ทั้งนี้ต้องมี “ข้อจำกัด” กำหนดไว้อย่างมากมาย เช่น ถ้าประชาชนไม่บอกให้ทำก็ทำไม่ได้ เมื่อไปมีอำนาจหรือเป็นผู้ปกครอง (ตอนนั้นยังไม่มีคำว่าผู้แทนราษฎร) แล้วจะต้องให้ประชาชนควบคุมได้ ปลดออกได้ และมีวาระ 4 ปี อย่างนี้เป็นต้นบังเอิ๊ญ บังเอิญ ที่แนวคิดดังกล่าวไปเข้าล็อกของนักปฏิวัติทั้งในฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างข้อผูกมัดไว้กำกับผู้มีอำนาจ สิ่งนี้ก็คือ
“รัฐธรรมนูญ” ระบบการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้น เพียงเพื่อจะทำให้ประชาชนสามารถควบคุม “คนที่อาสาเข้าไปใช้อำนาจ” ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้นดังนั้น ประชาธิปไตยสมัยใหม่จึงมีความหมายไปอีกทางหนึ่ง คือ การปกครองที่ประชาชนควบคุมและกำหนดได้ อย่างที่คุณลุงอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีที่ดังมากๆ คนหนึ่งของสหรัฐแกพูดว่า
“การปกครองโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน”บทความนี้คงจะต้องมีอีกสัก 2
–3 ตอน เพราะยังมีเรื่องที่อยากอธิบายอีกมากถึงแนวคิดประชาธิปไตยที่มีมากมายหลายแนว อีกอย่างหนึ่งก็พอดีที่ตนเองได้ถูกเชิญมาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (ชื่อจริงไม่ใช่ชื่อนี้และยาวเกือบ 3 บรรทัด) ชุดที่มีท่านอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานนั้นแหละ จึงต้องทำหน้าที่ในการเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงความคิดต่างๆ ให้เกิดการปรองดองส่วนท่านที่ใจร้อนอยากจะให้มีการเลือกตั้งไวๆ ก็ต้องรออีกสักนิดหนึ่ง เพราะถ้าเลือกตั้งกันไวๆ ประชาธิปไตยก็อาจจะจบโดยไว จริงๆ นะจ๊ะโยม!







