
เฟดคิดหนักขึ้นดอกเบี้ย เผชิญ 5 อุปสรรคขวาง
ภายหลังจากการปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ภายหลังจากการปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็เริ่มเป็นที่แน่นอนแล้วว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย.อย่างที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน
จากแถลงการณ์เอฟโอเอ็มซีอ้างถึงเหตุผลของการปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ มีปัจจัยมาจากการที่สหรัฐต้องเผชิญกับฤดูหนาวที่รุนแรงในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเกิดความวุ่นวายจากการประท้วงที่ท่าเรือบริเวณชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอีกด้วย
ทั้งนี้ เฟดยืนยันมาโดยตลอดว่า เวลาสำหรับการปรับนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งแล้วเท่านั้น หลังจากที่เฟดใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008
ก่อนหน้านี้ เฟดให้ความสำคัญกับดัชนีทางเศรษฐกิจ 2-3 ประการด้วยกัน เช่น การจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับเป็นเครื่องมือในการชี้วัดสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจจะกระทบต่อการฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันของสหรัฐอยู่ที่ 1.2% ขณะที่อัตราการจ้างงานเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมากลับเพิ่มขึ้นเพียง 1.29 แสนตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งแทบไม่ช่วยให้อัตราว่างงานที่ 5.5% ลดลงเลย นับเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งอย่างที่คาดการณ์กันไว้
ต้องยอมรับจริงๆ ว่า นอกจากฤดูหนาวที่รุนแรงผิดปกติและเหตุการณ์ความวุ่นวายแล้ว สหรัฐยังเผชิญกับอุปสรรคอีกหลายประการที่เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้ฟื้นตัว และทำให้เฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป ได้แก่ การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ประสิทธิผลที่ลดลง การขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่องช้า การปฏิรูประบบภาษี และสุดท้ายคือปัญหาโครงสร้างแรงงาน
ปัจจัยที่ 1 การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยภายหลังจากออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น ทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 5 ปี
กรณีดังกล่าวส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐมีราคาแพงกว่าคู่แข่งจากเยอรมนีและญี่ปุ่น ตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะเดียวกันสัดส่วนกำไรของบริษัทสหรัฐที่ออกไปทำธุรกิจในต่างแดนก็ปรับตัวลดลงอีกด้วยจากการที่กำไรซึ่งอยู่ในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่นแลกกลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐได้น้อยลง ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ภาวะสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า กอปรกับการโหมขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ยังทำให้น้ำมันซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีราคาถูกลง และทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงอีกด้วย สวนทางกับเป้าหมายของเฟดที่ต้องการให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2%
แม้นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าภาวะน้ำมันราคาถูกจะช่วยกระตุ้นการบริโภค ซึ่งถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐ ทว่าในช่วงที่อัตราว่างงานสูงเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้บริโภคยังไม่มีกำลังซื้อ
พูดให้ชัดเจนคือ ขณะนี้ผลจากน้ำมันราคาถูกเกิดขึ้นในด้านลบเท่านั้น แต่ด้านบวกยังไม่เกิดเนื่องจากขาดแคลนปัจจัยสำคัญคือการจ้างงานนั่นเอง
ปัจจัยที่ 2 คือ ประสิทธิผลในการผลิตของสหรัฐลดลง โดยเห็นได้ชัดในปี 2014 ที่ผ่านมา อัตราผลผลิตของภาคเอกชนไม่นับรวมภาคเกษตรปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.9% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้นราว 3% ซึ่งหมายความว่าในความเป็นจริงอัตราการเติบโตประสิทธิผลแรงงานสหรัฐแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสวนทางกับการคาดการณ์ที่ว่าความก้าวหน้าทางด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ และการออกแบบ จะทำให้ประสิทธิผลในสหรัฐเพิ่มขึ้นราวปีละ 2%
ปัจจัยที่ 3 คือ การขยายตัวภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากหลังจากวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2008 ทำให้รัฐบาลสหรัฐคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อบ้านที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น มีการขอ
สินเชื่อบ้านเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐบาล ขณะที่รัฐวิสาหกิจซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนให้การมีบ้านของประชาชน เช่น เฟรดดี้ แมค กับ เฟนนี เมย์ ปรับลดการปล่อยสินเชื่อเหลือเพียง 5% เท่านั้นหรือน้อยกว่า ส่งผลให้ยอดการซื้อบ้านใหม่ชะลอตัว
ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ หากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัว ก็ยากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวดี
นอกจากนี้ การคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำของเฟด ก็ทำให้ราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการลงทุนของนักลงทุน ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านครั้งแรกซื้อบ้านได้ยากขึ้น และยังสร้างความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่บ้านครั้งใหม่อีกด้วย
ปัจจัยที่ 4 คือ ประเด็นการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกถึง 35% ฉะนั้นเมื่อหลายประเทศแข่งกันปรับลดภาษีนิติบุคคลลงตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาคเอกชนย้ายการลงทุนไปต่างประเทศ
กรณีดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุนในสหรัฐ และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้ประสิทธิผลและอัตราเงินเดือนของสหรัฐไม่เติบโต อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังทั้งสภาคองเกรสและทำเนียบขาวยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการปฏิรูปอย่างจริงจัง
ปัจจัยที่ 5 ซึ่งเป็นปัจจัยสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด คือปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบแรงงานสหรัฐหลังจากวิกฤตการเงินโลกปี 2009 โดยพบว่ามีแรงงานผู้ที่จบจากวิทยาลัยในสหรัฐจำนวนมากที่ทำงานในตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องจบมหาวิทยาลัยก็ได้
ขณะเดียวกัน จากการทดสอบของสภาการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาของสหรัฐยังพบว่ากว่า 40% ของนักศึกษาจบใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานตามความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยได้ อีกทั้งยังส่งผลให้
ผู้ประกอบการสหรัฐหาแรงงานที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้ยากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สหรัฐถือเป็นประเทศชั้นแนวหน้าในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีชาวสหรัฐจำนวนน้อยมากที่สมัครเข้าเรียนในสาขาดังกล่าว
ปีเตอร์ มอริชี่ แสดงความเห็นว่า ประสิทธิผลในสหรัฐที่น้อยลงเนื่องจากธุรกิจสัญชาติสหรัฐไม่ได้หาทางที่จะดึงประสิทธิภาพของพนักงานออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปสหรัฐอาจถูก
คู่แข่งแซงหน้าในที่สุด
จากปัจจัยทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา กลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้เติบโต จนล่าสุดเมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของจีดีพีสหรัฐอยู่ที่ 0.2% เท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่านั้น
แน่นอนว่า ตราบใดที่ยังมีปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐอยู่เช่นนี้ ก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย







