posttoday
‘เสียง’ มลพิษที่ถูกมองข้าม

‘เสียง’ มลพิษที่ถูกมองข้าม

30 เมษายน 2558

โดย...ฉุกคิด เร่งทำ ดร.ฐากูร

โดย...ฉุกคิด เร่งทำ ดร.ฐากูร

เชื่อว่าทุกคนเคยมีประสบการณ์เดือดร้อนเกี่ยวกับเสียงบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยใกล้กับสถานบันเทิง โรงงาน หรือถนน ต้องทนฟังเสียงที่ไม่พึงประสงค์และดังเกินความจำเป็นจนกลายเป็นความเคยชิน หรือในช่วงเทศกาลของไทยที่มักจัดงานเลี้ยงสังสรรค์โดยมีเครื่องขยายเสียงสร้างความบันเทิงให้กับผู้ร่วมงาน แต่ในขณะเดียวกันเชื่อว่ามีหลายครอบครัวต้องทนทรมานจากเสียงดังกล่าวแบบไม่เจอกับตัวเองไม่รู้

หลายคนคงไม่ตระหนักว่านอกจากก่อให้เกิดความรำคาญใจแล้ว การวิจัยทางการแพทย์พบว่ามลพิษทางเสียงยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายและใจ ทั้งความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ โรคเครียดและจิตประสาท มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ทั้งทำให้สมาธิและประสิทธิภาพการทำงานลดลง ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้ม ความถี่ ลักษณะของเสียง ระยะเวลาในการได้ยิน และสุขภาพของแต่ละบุคคล เสียงที่ดังมากๆ ส่งผลกระทบในทันที แต่เสียงที่ดังไม่มากและดังอย่างต่อเนื่องก็อาจเกิดผลกระทบได้เช่นกัน

องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเสียงที่เป็นอันตรายคือเสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบลที่ทุกความถี่ เพื่อให้เห็นภาพได้ดีขึ้นขอยกตัวอย่างดังนี้ เสียงหยดน้ำจากก๊อก 20 เดซิเบล เสียงสนทนาธรรมดา 60 เดซิเบลเสียงรถบรรทุกดัง 90 เดซิเบล และเสียงเครื่องบินขึ้น 140 เดซิเบล ลองคิดดูว่าเสียงที่เราได้ยินกันอยู่ทุกวันนั้นเข้าข่ายเป็นอันตรายตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดหรือไม่

ที่น่าคิดคือผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือผลกระทบจากเสียงที่ดังเกินกำหนดไม่รู้ว่าจะต้องพึ่งหน่วยงานใด และไม่เคยได้รับรู้ว่าหน่วยงานของรัฐมีวิธีการจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรทั้งที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวกับมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนมาหลายสิบปีแล้ว เช่น กฎหมายเกี่ยวกับโรงงาน สถานประกอบการ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการก่อสร้าง กฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ฯลฯ แต่ปัญหามลพิษทางเสียงกลับถูกละเลยมาตลอด

น่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องตระหนักและรีบดำเนินการแก้ไขโดยมีข้อเสนอคือ

ประการแรก รัฐต้องให้ความสำคัญและรับผิดชอบกับปัญหานี้ ต้องตระหนักว่ามลพิษทางเสียงไม่เพียงแค่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายและใจเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความไร้ระเบียบในสังคม ก่อให้เกิดแหล่งมั่วสุมของเยาวชนและปัญหาอาชญากรรม รัฐจึงต้องจัดการปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดโซนนิ่งเพื่อการย้ายสถานบันเทิงออกจากชุมชนที่อยู่อาศัย การออกใบอนุญาตสถานบันเทิง โรงงาน การก่อสร้าง และการใช้เครื่องขยายเสียงอย่างเคร่งครัด การตรวจสอบยานพาหนะที่มีการดัดแปลงให้มีเสียงดัง การตรวจสอบระดับเสียงให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อนำมาเป็นกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ประการที่ 2 แม้ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางเสียงและการสั่นสะเทือนอยู่แล้วหลายฉบับ แต่รัฐต้องพิจารณาทบทวนกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมปัจจุบัน กำหนดบทลงโทษให้เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงและอำนวยความสะดวกในขั้นตอนขออนุญาตต่างๆ

ประการที่ 3 ต้องบูรณาการการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อย่าโยนปัญหาให้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงหน่วยงานเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานปลายทางในการแก้ไขปัญหา เช่น ตำรวจ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนสำคัญในการช่วยกันแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษที่กำหนดมาตรฐานและนโยบายต่างๆ ฝ่ายปกครอง เช่น เทศบาล ที่ควบคุมการออกใบอนุญาตและตรวจสอบ รวมถึงจัดหางบประมาณการปฏิบัติและเครื่องมือมาสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่

สุดท้ายตำรวจซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนแม้ไม่ใช่หน่วยงานรับผิดชอบหลักแต่ก็ต้องจริงจังกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียง เนื่องจากเป็นภาระหน้าที่โดยตรงที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชนและอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำได้โดยง่าย ไม่มีความสลับซับซ้อนเพราะเป็นความผิดชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากนี้การที่ตำรวจให้ความสำคัญกับเรื่องที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของประชาชนและต่อเนื่องถึงภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาประชาชนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มลพิษทางเสียงเท่านั้นที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของเรา แต่ยังมีมลพิษทางอากาศและน้ำที่รัฐควรจะให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่ เพียงแต่ที่ผ่านมาปัญหามลพิษทางเสียงกลับไม่ได้ถูกกล่าวถึงและรัฐแทบไม่ได้ให้ความสำคัญนอกจากกรณีผู้อยู่อาศัยในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิที่ได้รับผลกระทบจากเสียงเครื่องบินเท่านั้น

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คนไทยได้ฉุกคิดถึงคุณภาพชีวิตของเรากับผลกระทบของมลพิษทางเสียง และช่วยกันส่งเสียงให้รัฐได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก