
สนช.นัดแถลงปิดคดีถอดถอน "บุญทรง-ภูมิ-มนัส"7พ.ค.
สนช. รอเก้อ "บุญทรง-ภูมิ-มนัส" เบี้ยวตอบข้อซักถาม สนช. อ้างคดีเข้าสู่ชั้นศาล หวั่นกระทบรูปคดี ด้านประธาน สนช. นัดแถลงปิดคดี 7 พ.ค. นี้
สนช. รอเก้อ "บุญทรง-ภูมิ-มนัส" เบี้ยวตอบข้อซักถาม สนช. อ้างคดีเข้าสู่ชั้นศาล หวั่นกระทบรูปคดี ด้านประธาน สนช. นัดแถลงปิดคดี 7 พ.ค. นี้
วันที่ 30 เม.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินกระบวนการถอดถอนนายภูมิ สาระผล อดีตรมช. พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่งตามาตรา 6 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 56 (1) และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ตามการประชุม สนช. เพื่อซักถามผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาในวันนี้มีเพียงตัวแทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหาเข้าร่วมการประชุม แต่นายภูมิ นายบุญทรง และนายมนัส ผู้ถูกกล่าวหาไม่เข้าร่วมประชุม ซึ่งอ้างเหตุผลว่ากรณีดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว จึงไม่ประสงค์เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ เพราะการให้ถ้อยคำในการไต่สวนจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการในชั้นศาล
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ตั้งข้อซักถามที่มีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธาน ได้ตั้งข้อซักถามทั้ง 19 ข้อ จำแนกเป็นข้อซักถามผู้กล่าวหา 2 ข้อ และข้อซักถามผู้ถูกกล่าว 17 ข้อ ประกอบด้วย ข้อซักถามนายภูมิ 6 ข้อ นายบุญทรง 8 ข้อ และนายมนัส 3 ข้อ
ที่ประชุม สนช. เริ่มจากการซักถามผู้กล่าว 2 ข้อ คือ 1. กรณีพิจารณาถอดถอนนายมนัสที่ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งไม่สามารถกลับมารับราชการใหม่ แตกต่างจากนักการเมืองที่ไม่มีการเกษียณอายุราชการ ฉะนั้นการถอดถอนข้าราชการระดับสูงจึงอาจหมายถึงข้าราชการที่อายุไม่ถึง 60 ปี เพราะสามารถกลับมารับราชการและพิจารณาให้คุณ-โทษต่อผู้อื่นได้ จึงถาม ป.ป.ช. ว่าถอดถอนนายมนัสด้วยเหตุผลใด และมีนำหนักเพียงพอต่อการพิจารณาคดีในภาพรวมหรือไม่ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาต่อไป และ 2. เหตุใด ป.ป.ช. จึงตั้งข้อกล่าวหาต่อนายภูมิและนายบุญทรง ตามฐานความผิดที่ได้พิจารณาและยื่นสู่กระบวนการถอดถอน
สำหรับการตอบข้อซักถาม นายวิชา มหาคุณ โฆษก ป.ป.ช. ในฐานตัวแทนผู้กล่าวหาตอบข้อซักถามว่า ข้อที่ 1 แม้นายมนัสจะเกษียณอายุราชการและไม่สามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งข้าราชการได้อีก แต่จะต้องดำเนินกระบวนการทางการเมืองด้วย เพราะผู้ที่ถูกถอนจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งอื่นใดได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี หลังจากถูกถอดถอน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องส่งสำนวนคดีนี้ให้ สนช. พิจารณาถอดถอน
ส่วนข้อที่ 2 กรณีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รัฐบาลได้ขายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดให้กับคู่สัญญาซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศ คือบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง และบริษัท กวงตง สเตชันเนอรี่ แอนด์ สปอร์ตติ้ง อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต คอปร์ปอเรชั่น ซึ่งไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน แต่เป็นการสวมรอยของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด นอกจากนั้นยังพบว่าไม่มีการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศ เพราะข้อมูลจากกรมศุลกากรเปิดเผยว่าไม่มีการส่งออกข้าวไปนอกราชอาณาจักรโยบริษัทกวางตงฯ และบริษัทไห่หนานฯ ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ทั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายภูมิและนายบุญทรง , ฝ่ายข้าราชการประจำ ได้แก่ นายมนัส และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ส่งผลให้การกระทำผิดดังกล่าวบรรลุประสงค์ จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ เพราะร่วมกันมือกันไม่ให้เกิดการประมูลอย่างเป็นทางการ แต่เปิดโอกาสให้เอกชนเพียงรายเดียวดำเนินกิจการ โดยรับซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด อีกทั้งยังไม่มีการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศ แต่กลับนำข้าวกลับมาหมุนเวียนในประเทศ
หลังจากนั้นคณะกมธ. ตั้งข้อซักถาม ได้อ่านข้อซักถามผู้ถูกกล่าวหา รวม 17 ข้อ จำแนกเป็นข้อซักถามนายภูมิ 6 ข้อ นายบุญทรง 8 ข้อ และนายมนัส 3 ข้อ ซึ่งมีสาระสำคัญ อาทิ 1. ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งพิจารณาการขายข้าวให้กับบริษัทกวางตงฯ และบริษัทไห่หนานฯ ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน บริษัทดังกล่าวมีเอกสารยืนยันการเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนหรือไม่ 2. จากข้อตกลงระหว่างจีนและองค์กรการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ประเทศจีนจะนำเข้าข้าวปีละ 5 ล้านตัน ซึ่งจะต้องผ่านการนำเข้าของคอปโก้ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนเท่านั้น จึงถามว่าบริษัทกวางตงฯ และบริษัทไห่หนานฯ รับซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐผ่านคอปโก้อย่างเป็นทางการหรือไม่ 3. ปกติการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐจะใช้วิธีชำระค่าสินค้าจากต่างประเทศผ่านธนาครแบบเรคเตอร์เครดิต (เอลซี) เท่านั้น แต่กรณีการทำสัญญากับบริษัทกวางตงฯ และบริษัทไห่หนานฯ เหตุใดรัฐบาลจึงเปิดใช้ชำระค่าสินค้าได้ 3 วิธี คือ เอลซี แบงค์ทรานสเฟอร์ และแคชเชียร์เช็ค 4. เพราะเหตุใดจึงหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการประมูลราคาในการขายข้าว แต่กลับขายให้กับบริษัทกวางตงฯ และบริษัทไห่หนานในราคาต่ำกว่าตลาด อีกทั้งข้าวยังไม่ถูกระบายไปยังประเทศจึง แต่กลับถูกมาหมุนเวียนในประเทศ โดยกลุ่มบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล
5. ในช่วงที่มีการดำเนินโครงการดังกล่าว มีการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีนหรือไม่ ปริมาณเท่าใด และ 6. กรณีที่ ป.ป.ช. กล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาตามความผิดอาญา และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ. ฮั้วประมูล) ผู้ถูกกล่าวหาจะรับสารภาพภาคเสธหรือปฏิเสธ และ 6. เหตุใดรัฐบาลจึงใช้วิธีกำหนดราคาแบบขายข้าวหน้าคลัง (เอสแวร์เฮาท์) แทนการซื้อขายแบบเอฟโอบี (อิงราคา ณ ท่าเรือและกำหนดเวลาซื้อขายชัดเจน) หรือการซื้อขายแบบซีไอเอฟ (คิดราคาสินค้า รวมกับค่าจัดส่งและค่าประกันสินค้า) ตามวิธีการซื้อขายโดยทั่วไปที่ใช้กับการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ
อย่างไรก็ตามนายสรุชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ในฐานะประธานในที่ประชุม แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในการแถลงปิดคดี จะมีตัวแทนจาก ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา นายภูมิ และนายบุญทรงในฐานผู้ถูกกล่าวหา ร่วมแถลงปิดคดีด้วยวาจา ในขณะที่นายมนัสได้ขอแถลงปิดคดีด้วยเอกสาร ทั้งนี้จะประชุมพิจารณาถอนถอนคดีดังกล่าว เพื่อแถลงปิดคดีในวันที่ 7 พ.ค. นี้







