
ลดดอกไม่ตอบโจทย์ ส่งออกไทย-เอเชียต้องปรับตัว
แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 11 มี.ค. จะเพิ่งมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75%
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 11 มี.ค. จะเพิ่งมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75% เพื่อให้นโยบายการเงินช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอีกแรง แต่ยังไม่ทันที่นโยบายจะเริ่มส่งผลอะไร กนง.ก็ต้องเผชิญแรงกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกระลอกในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้
ไม่ว่าจะเป็น สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ที่ส่งสัญญาณให้ กนง.พิจารณาลดดอกเบี้ยอีกระลอก เพื่อช่วยกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าหนุนส่งออกได้อีกเล็กน้อย หรือ จะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ที่ต้องการเห็น กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.5% เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากกว่า 6% จนอยู่ในระดับเดียวกับภูมิภาค จากเดิมที่เงินบาทถือว่ายังแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับภูมิภาค
แม้จะรู้ดีว่าปัญหาการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในวันนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ผลิตสินค้าไม่ตอบโจทย์ตลาดโลก แต่หลายฝ่ายก็ยังคงหวังว่า การได้แรงหนุนค่าเงินจะพอช่วยบรรเทาบาดแผลได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม จะมั่นใจได้อย่างไรว่าการสร้างความได้เปรียบเรื่องค่าเงินจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้คุ้มค่ากับ
ที่แลกไป
จากข้อมูลโดยเฉลี่ยในปี 2558 ของรอยเตอร์ส พบว่า เฉพาะในกลุ่มอาเซียนมีเงินบาทไทยที่แข็งค่าขึ้น 0.89% และเปโซฟิลิปปินส์แข็งค่าขึ้น 1.06% ส่วนเงินเหรียญสิงคโปร์อ่อนค่า 0.41% ริงกิตมาเลเซียอ่อนค่า 1.78% และรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่า 4.4%
ในขณะที่อีกหลายประเทศในเอเชียล้วนขอภาวะค่าเงินแข็งค่าเกือบทั้งหมด เช่น เยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น 0.55% วอนเกาหลีใต้แข็งค่า 2.38% และเหรียญไต้หวันแข็งค่า 3.78%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องค่าเงินเพียงอย่างเดียว ก็ยังไม่สามารถสะท้อนถึงการแข่งขันได้ทั้งหมด
เพราะในขณะที่ค่าเงินอินโดนีเซียอ่อนยวบไปถึง 4.4% โดยเฉลี่ยในปีนี้ หรือ อ่อนลงถึง 9.3% หากนับตั้งแต่กลางปี 2557 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาคการส่งออกของอินโดนีเซียดีขึ้นตามไปด้วย ตรงกันข้ามตัวเลขส่งออกในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ติดลบไปถึง 11.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สุดในรอบ 5 ปี
แม้ว่าปัจจัยหลักที่ฉุดให้ส่งออกแดนอิเหนาตกต่ำลงจะยังคงเป็นเรื่องราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมัน ปิโตรเคมิคอล น้ำมันปาล์ม และยางพารา แต่อินโดนีเซียเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศไม่ต่างกับไทย ที่เจอปัญหาในเชิงโครงสร้างและยังไม่อาจปรับตัวได้ทัน โดยเจอกับปัญหาค่าแรงและต้นทุนเพิ่มขึ้น บนตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้าต่างปิดตัวหนีและโยกย้ายไปผลิตที่เวียดนามแทน
เห็นได้ชัดว่าความได้เปรียบเรื่องค่าเงินรูเปียห์เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่อาจชดเชยกับศักยภาพการแข่งขันที่ลดลงได้ และสิ่งที่รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งทำในช่วงที่ผ่านมาก็คือ เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการ เช่น ออกนโยบายพักภาษี พร้อมใช้ความได้เปรียบเรื่องตลาดขนาดใหญ่ในประเทศ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและกวาดล้างคอร์รัปชั่น เพื่อดึงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แทน
ในขณะที่เกาหลีใต้ ซึ่งตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบเรื่องค่าเงินเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและจีน เพราะส่งออกสินค้าประเภทใกล้เคียงกันนั้น เห็นได้เช่นกันว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ต้องยอมพักรบการใช้นโยบายดอกเบี้ยในที่สุด หลังจากที่ลดไป 2 ครั้งในปีที่แล้ว และอีก 1 ครั้ง ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค.ก็ยังลดลง 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ต่อเนื่องจากเดือน ก.พ. ที่ลดลง 8.1%
เกาหลีใต้เลือกที่จะส่งเสริมช่องทางอื่นๆ แทน เช่น การเร่งเดินหน้าข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับจีน และโคลอมเบีย เร่งขยายกรอบความร่วมมือเอฟทีเอกับอินเดีย และชิลี ล่าสุด อีจูยอล ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ ต้องเป็นฝ่ายออกมาเรียกร้องให้กระทรวงการคลัง งัดมาตรการทางการคลังออกมากระตุ้นเศรษฐกิจแทน
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย ได้ให้มุมมองไว้ว่า แม้ที่ผ่านมา กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.75% มีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การส่งออกฟื้นตัวได้ เพราะปัญหาการส่งออกอยู่ที่ตลาดคู่ค้าชะลอตัวลง ดังนั้นภาคเอกชนจะต้องมุ่งหาตลาดใหม่เข้ามาทดแทน
การประชุม กนง. ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ ไม่ว่าจะลดหรือคงดอกเบี้ยก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้โดยตรง อาจช่วยได้แค่ขั้นหนึ่งแต่ไม่ถึงกับพลิกสถานการณ์ได้ การลดดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงก็ช่วยระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่ที่ฝีมือของผู้ค้าเองด้วย ถ้าจะให้เศรษฐกิจฟื้นจริงต้องมีการผลิตและการส่งออก ร่วมกับการลงทุนและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ขณะที่เอกชนก็ต้องพยายามหาตลาดใหม่แทนตลาดที่ซบเซา
ขณะที่ เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) มองว่า สถานการณ์เรื่องค่าเงินไม่น่าเป็นปัจจัยหลักในปีนี้ เพราะในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแรงกดดันจากต่างประเทศต่อแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยช่วงไตรมาส 3 ดังนั้น ค่าเงินบาทจึงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอยู่แล้ว แต่หาก กนง.ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้มีปัญหาในช่วงปลายปีที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่น่าเอื้อให้ กนง.ปรับดอกเบี้ยขึ้นตามได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างดอกเบี้ยสูงขึ้นหนุนให้เกิดฟันด์โฟลว์ออกนอกประเทศมากขึ้น
และหากว่า โชคไม่ดี การเมืองไทยในปีนี้ไม่อาจให้ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ ก็ยิ่งไม่ต้องห่วงเลยว่า จะไม่ได้เห็นเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างที่ต้องการ
ตราบใดที่ภาคการส่งออกไทยยังไม่มีแนวโน้มจะโงหัวได้ภายในไตรมาส 2 หรือ 3 ของปีนี้ รัฐบาล จึงควรเร่งมองหาลู่ทางผลักดันและส่งเสริมการค้าใหม่ๆ มากกว่าพูดเรื่องเดิมๆ ที่วนอยู่ในอ่างการส่งออกไทยกว่าสิบปีมานี้







