posttoday
เอเชียอ่วมพิษภัยพิบัติ ไร้แผนรับมือยิ่งเสียหาย

เอเชียอ่วมพิษภัยพิบัติ ไร้แผนรับมือยิ่งเสียหาย

29 เมษายน 2558

ทันใดที่แผ่นดินเนปาลสั่นสะเทือนด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ริกเตอร์ เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ทันใดที่แผ่นดินเนปาลสั่นสะเทือนด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ริกเตอร์ เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเนปาลก็แทบจะหยุดชะงักไปในทันที

แผ่นดินไหวระดับ 7.8 ตามมาตราริกเตอร์เกิดขึ้นบริเวณทางเหนือของเมืองลัมชุง กึ่งกลางระหว่างกรุงกาฐมาณฑุกับเมืองโพคารา โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีความลึกเพียง 15 กม.เท่านั้น ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งเลวร้ายที่สุดของเนปาลในรอบกว่า 80 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4,300 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 8,000 คน และหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐ ประเมินว่าอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเนปาล เศรษฐกิจเนปาลอาจเสียหายถึงราว 9-50%

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายของภัยพิบัติในเนปาลครั้งนี้ ยังถือเป็นเพียงหนึ่งในผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น

ทั้งนี้ เอเชียแปซิฟิกถือเป็นภูมิภาคที่มีประวัติเกิดภัยพิบัติมากที่สุดในโลก จากการประเมินของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ยูเอ็นเอสแคป) พบว่า ระหว่างปี 1970-2013 ภัยพิบัติสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจเอเชียราว 1.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 36.8 ล้านล้านบาท)

แน่นอนว่า ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาและแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ประเทศซึ่งขึ้นชื่อเรื่องระบบในการจัดการกับภัยพิบัติอย่างญี่ปุ่น ก็ได้รับความเสียหายจากกรณีคลื่นยักษ์สึนามิถล่มภาคตะวันออกเมื่อปี 2011 ถึงราว 2.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.52 ล้านล้านบาท) ตามการประเมินของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

แม้ภัยพิบัติจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาและแทบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งที่เศรษฐกิจเอเชียได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ก็เนื่องจากเอเชียยังขาดความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ

เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเกิดภัยพิบัติบ่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากการตั้งอยู่บนรอยเลื่อนมีพลังหลายแห่ง ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ขณะเดียวกันยังมีสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดไต้ฝุ่นได้ง่ายอีกด้วย อย่างไรก็ตามการรับมือและการเตือนภัยแผ่นดินไหวยังถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดแคลนสำหรับภูมิภาคแห่งนี้

ในกรณีเนปาล เห็นได้ชัดว่า หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนขณะนี้ผ่านมาได้ 3 วัน ยังมีผู้คนอีกหลายแสนคนที่อยู่ในเขตชนบทยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่โรงพยาบาลซึ่งไม่ได้เตรียมการรับมือสำหรับการเกิดภัยพิบัติเช่นนี้ เริ่มอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปกรณ์ฉุกเฉิน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เนปาลมีสัดส่วนหมอเพียง 2.1 คน และเตียงที่โรงพยาบาลเพียง 50 เตียงต่อชาวเนปาล 1 หมื่นคน

ความช่วยเหลือที่ล่าช้าในเนปาล เป็นผลมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก ยกตัวอย่างเช่น สนามบินตรีภูวันของเนปาล สามารถรองรับเครื่องบินได้เพียง 8 ลำ ในเวลาเดียวกันเท่านั้น ส่งผลให้มีเครื่องบินซึ่งบรรทุกทีมกู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุกข์ต้องบินกลับหรือบินไปจอดที่สนามบินใกล้เคียง

ยิ่งความช่วยเหลือล่าช้าเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การฟื้นฟูเนปาลให้กลับสู่สภาพปกติยาวนานขึ้นเท่านั้น มิหนำซ้ำยิ่งเร่งให้เกิดความระส่ำระสายมากขึ้น และอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์หลังภัยพิบัติเลวร้ายลงไปอีก

สาเหตุที่เนปาลรับมือกับแผ่นดินไหวได้ไม่ดี อลิซัน อีวานส์ นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทวิเคราะห์ ไอเอชเอส แสดงความเห็นว่า เนปาลเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่องหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่งผลให้แม้เนปาลจะมีหน่วยงานยุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติ แต่ก็ไม่ได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพการเมืองที่แตกแยก

นอกจากนี้ ราจีฟ พิสวาส นักเศรษฐศาสตร์ไอเอชเอส แสดงความเห็นว่า เนปาลที่มีขนาดเศรษฐกิจราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 แสนล้านบาท) จะทำให้เนปาลมีศักยภาพอย่างจำกัดในการยกระดับทุนเพื่อฟื้นฟูสถานการณ์จากภัยพิบัติและการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่เพื่อทดแทนสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายไป

เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่เผชิญกับพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดถล่มตอนกลางของประเทศเมื่อช่วงปลายปี 2013 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 6,300 คน และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)

ฟิลิปปินส์นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความบกพร่องในการรับมือภัยพิบัติ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นชาติที่เผชิญกับพายุไต้ฝุ่นทุกปีอยู่แล้ว แต่กลับแทบไม่มีการเตรียมตัวสำหรับภัยไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ทำให้ความเสียหายทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

รายงานจาก ดิ อีโคโนมิสต์ ระบุว่า ความพยายามในการส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปให้ถึงผู้ประสบภัยในทาโคลบันซึ่งเป็นเมืองที่เผชิญความเสียหายหนักที่สุดเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยต้องใช้เวลากว่า 3 วัน กว่าที่ความช่วยเหลือจะเข้าไปถึงเมืองดังกล่าว

เนื่องจากพายุไต้ฝุ่นได้สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง แม้ทีมช่วยเหลือจากนานาชาติจะสามารถเข้าถึงเมืองเซบู ซึ่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวอยู่แล้วได้ไม่ยาก แต่การกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลนั้นทำได้ยากยิ่ง โดยทีมช่วยเหลือต้องใช้เวลาถึง 14 ชม. ในการเดินทาง 22.5 กม. เป็นระยะทางการไปกลับระหว่างสนามบินกับศูนย์กลางเมือง

แน่นอน หลังจากความช่วยเหลือล่าช้าเริ่มมีรายงานว่า รถขนอาหารและโกดังต่างๆ ถูกปล้นสดมภ์โดยกลุ่มโจรผู้หิวโหย กลายเป็นความระส่ำระสายอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนเหตุการณ์จะคลี่คลาย 

ทั้งนี้ ความล่าช้าในการรับมือกับภัยพิบัติในฟิลิปปินส์ เป็นผลมาจากระบบการเมืองเช่นกัน เนื่องจากระบบการเมืองฟิลิปปินส์มีการกระจายอำนาจสูง อีกทั้งภูมิประเทศยังเป็นเกาะแก่งกว่า 7,000 แห่ง ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจมากและมีโอกาสทุจริตสูง งบประมาณที่ลงสู่ท้องที่กลับตกสู่มือนักการเมืองท้องถิ่นมากกว่าจะใช้ในการพัฒนาอย่างจริงจัง 

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังถือเป็นประเทศยากจนที่มีขนาดจีดีพีใหญ่เป็นอันดับ 165 ของโลก ทำให้บ้านของชาวตากาล็อกส่วนใหญ่ทำด้วยวัสดุน้ำหนักเบา เช่น ไม้ และไม่สามารถทนทานต่อภัยพิบัติได้ ขณะที่รัฐบาลก็มีศักยภาพน้อยในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการป้องกันภัยพิบัติ

ความเสียหายด้านภัยพิบัติสามารถเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนกับประเทศที่มีการเตรียมตัวรับมือดีกว่า อย่างเวียดนามเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในปีเดียวกัน โดยมีชาวเวียดนามเสียชีวิตเพียง 14 คนเท่านั้น จากภัยพิบัติครั้งดังกล่าว ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เนื่องจากก่อนหน้านั้นอดีตประธานาธิบดี เหงี๊ยนเติ๋นซุง ประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุด และระดมเจ้าหน้าที่อพยพประชาชน 8 แสนราย ซึ่งอยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ในทำนองเดียวกับญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการอพยพผู้คนราว 5 แสนคน อย่างมีประสิทธิภาพในวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกูชิมาในปี 2011 และมีโรงพยาบาลฉุกเฉินเพียง 25 แห่ง จาก 170 แห่ง ที่เสียหายจนใช้การไม่ได้ นอกจากนี้ความเชื่อมั่นของประชาชนว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหลังภัยพิบัติทำให้การลักขโมยเกิดขึ้นน้อย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิกที่ต้องเผชิญกับภัยแผ่นดินไหวมากที่สุด ถือเป็นภูมิภาคที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 60% ของโลก จึงเป็นเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า การรับมือกับภัยพิบัตินั้นขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แต่ท่ามกลางสภาพที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติอยู่เป็นประจำ ระบบการรับมือกับภัยพิบัติก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง