
อาเซียนมึนสัมพันธ์จีน ปมพิพาทแย้งปัจจัยศก.
“เราต่างร่วมวิตกอย่างจริงจังในประเด็นที่ผู้นำส่วนหนึ่งแสดงความกังวลออกมาถึงเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กัดกร่อนความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ตลอดจนอาจบั่นทอนสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงได้”
“เราต่างร่วมวิตกอย่างจริงจังในประเด็นที่ผู้นำส่วนหนึ่งแสดงความกังวลออกมาถึงเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กัดกร่อนความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ตลอดจนอาจบั่นทอนสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงได้”
หนึ่งในข้อความภายในร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมระดับผู้นำของ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง
วันที่ 26-28 เม.ย. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย น่าจะเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับจีน ว่าตึงเครียดและกระอักกระอ่วนเพียงใด
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่สื่อต่างชาติหลายสำนักจะนำร่างแถลงการณ์ข้างต้นมาเผยแพร่ การประชุมอาเซียน ซัมมิท ครั้งนี้ได้รับความสนใจมากพอสมควร เนื่องจากหลายฝ่ายคาดหวังที่จะได้เห็นท่าทีของอาเซียนต่อการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนที่ชัดเจนมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังเดินหน้าสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวกำแพงกั้นทะเล ทางขึ้น-ลงเครื่องบิน หรือการเดินหน้าถมทะเล บริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์เป็นหลักฐานสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น อัลเบิร์ต เดล โรซาริโอ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยังออกโรงเรียกร้องก่อนหน้าที่อาเซียนซัมมิท จะเริ่มต้นขึ้นอีกว่า อาเซียนควรร่วมมือร่วมใจยืนหยัดต่อต้านการกระทำของจีนที่มุ่งจะควบคุมพื้นที่ในทะเลจีนใต้
อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะได้เห็นอาเซียนพร้อมใจยืนหยัดแสดงท่าทีแข็งขืนต่อประเทศจีนก็มีแววว่าต้องล้มพับลงไป เมื่อ เค ชานมูกัม รัฐมนตรีต่างประเทศและกฎหมายแห่งมาเลเซีย ระบุชัดว่า อาเซียน ซัมมิท ครั้งนี้ยังไม่อาจลงประชามติร่วมกันต่อประเด็นขัดแย้งดังกล่าวได้ และเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความพยายามอย่างมากในการที่ทุกฝ่ายจะเจรจาและเห็นชอบในทุกประเด็นร่วมกันทั้งหมด
ดังนั้น ภาพที่ทั่วโลกได้เห็นจึงเป็นท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของทางอาเซียน และไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามที่แสดงไว้ในร่างแถลงการณ์
แม้อาจเป็นท่าทีที่สร้างความผิดหวัง แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ท่าทีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และไม่ได้ผิดจากที่คาดการณ์กันไว้ตั้งแต่ต้น
เหตุผลเพราะต่อให้ไม่เห็นด้วย ไม่พอใจ หรือถึงขั้นต่อต้าน “จีน” มากเพียงใด อาเซียนยังคงต้องพึ่งพาอาศัยจีนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ จนทำให้หลายชาติตกอยู่ในอาการกระอักกระอ่วนที่ไม่สามารถขัดขืนต่อต้านจีนได้อย่างเต็มที่
ในรายงานเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ-จีน ระบุชัดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนเปรียบเสมือนดาบ
สองคม คือขณะที่ความร่วมมือกับจีนสามารถผลักดันให้อาเซียนผงาดขึ้นมาเป็นเสาเศรษฐกิจของโลก อำนาจและอิทธิพลของจีนก็สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพภายในภูมิภาคอาเซียนในระยะยาวได้เช่นกัน
ทั้งนี้ พิจารณาทั้งภูมิภาคโดยรวม จีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ขณะที่อาเซียนคือคู่ค้ารายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของจีนตั้งแต่ปี 2011 โดยในปี 2013 มูลค่าการค้าของสองฝ่ายอยู่ที่ 3.505 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 14% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของอาเซียน
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนจะแตะระดับ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (เอซีเอฟทีเอ) ที่ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้ามุ่งปฏิรูปเพื่อขยายความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ จะเห็นได้ว่า “จีน” อยู่ในสถานะตลาดนำเข้าและส่งออกสินค้าที่สำคัญของชาติสมาชิกอาเซียน โดยในปี 2013 เวียดนามส่งออกไปจีนมากที่สุดที่ราว 4.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยมาเลเซียที่ 4.59 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ที่ราว 4.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซียที่ 3.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ไทยอยู่ที่ 3.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ในส่วนของการนำเข้า มาเลเซียนำเข้าสินค้าจากจีนมากที่สุดที่ราว 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยไทยที่ราว 3.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียที่ราว 3.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์ที่ 2.99 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังมีสถานะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของหลายชาติในอาเซียน โดยเฉพาะสมาชิกที่จัดอยู่ในประเทศรายได้ต่ำอย่างกัมพูชา ลาว และพม่า ที่พึ่งพาเงินทุนจากจีนในการยกระดับปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน อย่างมหาศาล
นอกจากสถานะของคู่ค้าและนักลงทุนแล้ว จีนยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับภาคการท่องเที่ยว ยืนยันได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของหลายชาติในสมาชิกอาเซียน ที่นักท่องเที่ยวจีนคือนักท่องเที่ยวต่างชาติลำดับต้นๆ ที่เดินทางมาเยือนอาเซียนมากที่สุด แถมยังจัดว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายต่อหัวในระดับที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน
ด้วยความสำคัญของจีนข้างต้นทำให้การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับอาเซียนค่อนข้างเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ เพราะความขัดแย้งแม้เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระเทือนต่อสถานะเศรษฐกิจของชาตินั้นๆ ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีของเวียดนามที่ประชาชนลุกฮือประท้วงกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนของเวียดนามช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ก็หล่นฮวบลงไปถึง 40.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทางการเวียดนามออกมายอมรับว่าภาคบริการของเวียดนามอาจขยายตัวลดลงจากปีก่อนหน้า
แน่นอนว่าชาติสมาชิกอาเซียนเองดูจะตระหนักถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นอย่างดี และพยายามเดินหน้าลดการพึ่งพาจากจีน เห็นได้จากการประกาศรื้อฟื้นการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป (อียู) ขึ้นมาใหม่
กระนั้น การเจรจาที่ใช้เวลาและยังไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าจะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ทำให้อาเซียนยังคงต้องพึ่งพาจีนอยู่ดี โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐ ตลาดใหญ่อย่างยุโรป หรือกระทั่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอย่างอินเดียและญี่ปุ่น ยังไม่อาจฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น อาจเรียกได้ว่าสัมพันธภาพระหว่างจีนกับอาเซียนคงทั้ง “รัก” และ “ชัง” กันไปอีกนาน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายจะเลือกรักและชังกันแบบไหน ขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความสัมพันธ์ภายในชาติสมาชิกอาเซียนว่าจะยังเหนียวแน่นมั่นคงดีมากน้อยแค่ไหน







