
ต้องแยกแยะ รู้จักใช้คน
แม้เก้าอี้นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
แม้เก้าอี้นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) อาจไม่ใช่งานที่ต้องทำเต็มเวลา เหมือนตำแหน่งอธิการบดี แต่ สุชัชวีร์ ตั้งใจทำงานในตำแหน่งนี้มาก
เขาเล่าว่า เข้ามาเริ่มต้นทำงานใน วสท.ตั้งแต่อายุ 20 ปีกว่าๆ แม้งานจะเป็นลักษณะจิตอาสา แต่ก็มีหลายเรื่องที่เห็นแล้วอยากจะทำให้สำเร็จขึ้นมา
เช่น เรื่องการก่อตั้งยุววิศวกร เมื่ออายุได้ 26-27 ปี เขาเห็นว่าหลายประเทศมีวิศวกรรุ่นใหม่ของหลายประเทศรวมตัวเป็นกลุ่มทำงานร่วมกัน จึงตั้งคำถามว่า ทำไมไทยไม่รวมตัวกันเพื่อยกระดับงานด้านวิศวกรรมด้วยพลังของคนรุ่นใหม่บ้าง จึงก่อตั้งยุววิศวกรขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานยุววิศวกรถึง 2 สมัย
การเป็นผู้นำต้องมีทักษะการสร้างและรวบรวมทีมด้วย เพราะงานต่างๆ จะไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เมื่อได้รับโอกาสเป็นผู้นำทีมชาติไทยไปแข่งขันกับทีมชาติจีนเมื่อปี 2552 ณ กรุงบูดาเปสต์ ฮังการี เพื่อชิงตำแหน่งเจ้าภาพจัดการประชุมอุโมงค์โลก 2012 เขาได้สร้างทีม ใช้พลัง และอุดมการณ์มหาศาล ทำงานร่วมกันจนไทยได้เป็นเจ้าภาพในที่สุด
นอกจากจะเคยเป็นผู้นำตำแหน่งสำคัญๆ ในด้านวิศวกรรมแล้ว ระหว่างทางบนเส้นทางนี้ สุชัชวีร์ยังได้รับรางวัลไอเซนฮาวร์ 2013 และรางวัลวิศวกรดีเด่นแห่งอาเซียนจากสมาพันธ์วิศวกรรมอาเซียนอีกด้วย
“ผมอยู่มาเกือบ 20 ปี เป็นคณะกรรมการวิศวกรรมโยธา คณะกรรมการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์ ประธานการประชุมอุโมงค์โลก ความตั้งใจจริงและความเสียสละในอดีตที่ผ่านมาน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ทั่วประเทศไว้วางใจให้เราขึ้นมานำ วสท. เพื่อเป็นที่พึ่งของสังคมไทยต่อไป”
สำหรับการทำงานในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมานั้น สุชัชวีร์ บอกว่า มีโอกาสได้เจองานที่จำเป็นต้องสื่อสารเรื่องต่างๆ ให้สังคมเข้าใจ ทั้งเรื่องภัยพิบัติ เรื่องปัญหาของอาคารต่างๆ เวลาที่เจอปัญหาแบบนี้ ในฐานะผู้นำต้องมีขั้นตอนในการดำเนินงานที่ชัดเจน
1.อย่าเพิ่งด่วนสรุป แม้หลายฝ่ายอาจจะคาดเดาไปแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ในฐานะหน่วยงานที่จะเข้าไปช่วยตรวจสอบต้องไม่มีอคติ ต้องให้เวลาในการสำรวจจุดเกิดเหตุ
2.ต้องอ่านอย่างถ่องแท้ ศึกษาให้ชัดเจนจนแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น
3.แยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ
4.วิเคราะห์ และ 5.สรุปปัญหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สุชัชวีร์ยึดหลักว่าเป็นผู้นำที่รู้จักแยกแยะคนด้วย ในฐานะผู้นำต้องมองทุกคนในมุมบวกไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ดูคนให้ชัดเจนจนมั่นใจ เพื่อแบ่งงานอย่างเหมาะสม
กลุ่มแรกที่ต้องให้ความสำคัญ คือ กลุ่มคนดี เขาเชื่อว่าคนเก่งฝึกได้ แต่คนดีฝึกยาก จึงเลือกคนดีมาฝึก แล้วมอบหมายงานที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มคนมีความรู้ความสามารถที่มีความดีน้อยกว่ากลุ่มแรก กลุ่มนี้ถือเป็นคนช่วยกันขับเคลื่อนงานต่างๆ แต่อาจต้องเลือกมอบหมายงานที่มีความเสี่ยงน้อยลงมาให้คนกลุ่มนี้ทำ
กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ทั้งไม่ดีและไม่มีความสามารถ ถึงที่สุดแล้วกลุ่มนี้เขาอาจจำเป็นต้องไม่ให้โอกาสทำงานสำคัญๆ
“การแยกแยะคนถือเป็นเรื่องที่แยกแยะยากที่สุด เพราะถ้าเราอคติเมื่อไหร่ก็จบทันที ดังนั้น เราต้องคิดว่าทุกคนดีก่อน และเชื่อว่าทุกคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ แต่ท้ายที่สุด เมื่อเห็นแล้วว่าใครเปลี่ยนไม่ได้ ในฐานะผู้นำก็ต้องรู้จักตัดสินใจ”
ในช่วงอีก 1 ปีกว่าที่เหลือในวาระนายก วสท. สุชัชวีร์ ยืนยันว่า จะขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีศักดิ์ศรี ช่วยสร้างวิชาชีพ สร้างเนื้อสร้างตัวให้แก่วิศวกรไทย พัฒนาให้พร้อมรับมือประชาคมอาเซียน และเป็นที่พึ่งของสังคมไทย ไม่ว่างานดังกล่าวจะยากและท้าทายเพียงใด
“เวลาที่มีงานยากๆ เข้ามาให้เราทำ ผมคิดตลอดว่า ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้เรามีโอกาสทำงานที่ท้าทาย”







