
ฤๅษีที่เหาะได้กำลังปฏิรูปประเทศ
มอตโตที่สำคัญที่สุดตลอดการชุมนุมของ กปปส.ระหว่างเดือน ต.ค. 2556 ไปจนถึงเดือน พ.ค. 2557 ก็คือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
มอตโตที่สำคัญที่สุดตลอดการชุมนุมของ กปปส.ระหว่างเดือน ต.ค. 2556 ไปจนถึงเดือน พ.ค. 2557 ก็คือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จนสามารถผลักดันคนเรือนแสนให้ลงมาบนท้องถนน เพื่อยืนยันจุดยืนการปฏิรูป
หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ คสช.ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ทำงานควบคู่ไปกับรัฐบาล และในรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ ก็มีข้อกำหนดผูกพันให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องทำตามโดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากมีคณะกรรมการปรองดอง และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ คอยทำหน้าที่ต่อ
ขณะที่ผลพวงสำคัญอย่างหนึ่งจากการปฏิรูปการเมืองและกรอบคิดที่ว่านักการเมืองเลวก็คือ การตั้ง “สมัชชาพลเมือง” สำหรับตรวจสอบนักการเมืองทุกคนก่อนเข้ารับตำแหน่ง
นิธิ แสดงความคิดเห็นว่า องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน แต่เป็นตัวแทนของชนชั้นนำ ที่คิดตื้นๆ แต่เพียงว่าจะเอาคนที่ดีกว่ามาปกครองคนที่เลวกว่า
“มันกลายเป็นว่า สมัชชาพลเมือง แต่ไม่ใช่ตัวแทนของพลเมือง ขณะที่วุฒิสภา ก็ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน ถ้าเราเชื่อในเรื่องการตรวจสอบ ก็ต้องถามว่าใครตรวจสอบสมัชชาคุณธรรม ใครตรวจสอบคณะกรรมการปรองดอง หัวใจของระบบการปกครองที่คุณเรียกว่า ‘ธรรมาภิบาล’ ก็คือ การสร้างระบบตรวจสอบกันและกัน ไม่ใช่มีนายที่ฉลาด เมตตากรุณา แล้วก็ปกครองอย่างดีที่สุดมาทำหน้าที่กลุ่มเดียว ไม่มีการปกครองแบบไหนในโลกนี้ทำกัน”
“การปฏิรูปทั้งหลายในทัศนะผม มันต้องทำด้วยความยินยอมพร้อมใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศ คุณเป็นฤๅษีเทวดาที่ไหนไม่รู้แล้วเหาะลงมาจะเปลี่ยนแปลงประเทศนั้น ผมว่าเป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อในทฤษฎีชาดกแบบเรื่อง ‘พระมหาชนก’ ว่าอยู่ดีๆ มีเทวดาเหาะลงมาแล้วทำปัญหาทุกอย่างให้มันหมดไป ไม่มีหรอก มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง” นิธิ ระบุ
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ นิธิ ยืนยันว่า ตั้งแต่หมดยุคจอมพลสฤษดิ์ การปฏิรูปในรัฐบาลรัฐประหาร ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น การปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พูดตั้งแต่เมื่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2531 แต่จนถึงบัดนี้ การศึกษาไทยก็ยังย่ำอยู่กับที่
“คือถ้าคุณจะปฏิรูปการศึกษา คุณต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจเห็นด้วยจากคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ครูอย่างเดียวนะ แต่ต้องผู้ปกครอง และคนอีกจำนวนมหาศาล ยกตัวอย่างถ้าคุณจะย้ายครูที่ไม่ได้เรื่องออก 1 คน เขาก็จะไปรวมพวกมาสู้กับคุณ ทั้งที่สอนไม่ได้เรื่องเอง แล้วการปฏิรูปนั้นก็จะมีปัญหา เพราะคุณเอาแต่ย้ายครูที่ไม่ได้เรื่อง แต่ไม่ได้สนใจที่จะเปลี่ยนการเรียนการสอนในห้องเรียนภาพรวม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่เริ่มจากการทำให้คนยินยอมพร้อมใจ” นิธิ แสดงความเห็น
ส่วนการปฏิรูปการเมือง ที่แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมากนั้น นิธิ ก็บอกว่า คนเหล่านี้คือ “ฤๅษีที่เหาะลงมา” แล้วชี้เลยว่าอะไรดี และอะไรไม่ดีเท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าประชาชนคิดอย่างไร และสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว
“ฤๅษีที่เหาะมาเหล่านี้ ทำเหมือนการเมืองเป็นศาสตร์ลี้ลับ ที่เฉพาะผู้รู้จากขอบจักรวาลเท่านั้นจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงได้ ขอโทษ คุณเป็นพระโพธิสัตว์หรือเปล่า ผมคิดว่าเขาไม่ใช่ เมื่อไม่มีพระโพธิสัตว์ เหตุฉะนั้น เราจึงต้องการการยินยอมพร้อมใจ การยินยอมพร้อมใจจึงหมายถึงการที่เขาค้านได้ เปลี่ยนได้ ท้วงติงได้ แก้ไขได้ เขาถึงจะยินยอมพร้อมใจกับคุณ ปราศจากสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีการปฏิรูปที่ไหนจะเดินไปได้ ไอ้นั่นคุณต้องกลับไปอ่านคัมภีร์โบราณแล้ว”
ด้วยเหตุนี้ นิธิ จึงเชื่อว่าทั้งโรดแมปและรัฐธรรมนูญจาก คสช.จะมีอายุสั้นมาก และไม่สามารถใช้ได้จริง เพราะกระบวนการการรับฟัง การท้วงติงโดยประชาชน แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ
“มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่ ยกเว้นแต่พวกเขาเอง ใครก็ตามที่เข้ามาเดินไม่ได้ วางนโยบายไม่ได้ คุณวางนโยบาย ถ้าเขาไม่ชอบหน้าคุณ ก็ให้อีกสภาหนึ่งมาบอกว่านี่เป็นประชานิยม คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณบริหารไม่ได้ จบ” นิธิ ระบุ
“ส่วนคุณจะปกครองได้ไหม คุณต้องเข้าใจว่าอะไรเกิดความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง รัฐประหารที่ประสบความสำเร็จสมัยนี้ ถามว่าจะเกิดได้ไหม คำตอบคือไม่รู้ ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็อาจจะเป็นไปได้ เช่น คุณดำเนินนโยบายเหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คุณก็จะสามารถสยบคนจำนวนหนึ่งที่เขาต้องการการอุดหนุนจากรัฐไปได้ตามเดิม คำถามก็คือ แล้วจะปฏิวัติไปทำไมวะ”
“ผมอยากบอกว่า มันไปไม่ได้ที่เขาจะปกครอง เพราะมันขัดกับความเป็นจริงของประเทศ สังคมไทยมันเปลี่ยนไปแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเพื่อให้พวก...(นิ่งคิด) ตรงไปตรงมาเลยคือ รัฐธรรมนูญฉบับอื่นก่อนหน้านี้ มันก็เหมือนอย่างนี้แหละ แต่มันซ่อนเงื่อน มันแฝงเอาไว้ไม่ให้คุณรู้สึก แต่ฉบับนี้พูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ประเทศนี้เป็นของชนชั้นนำ คุณไม่เกี่ยว ชนชั้นนำจะเป็นคนปกครองคุณเอง” นิธิ สรุป







