
1 ปีคสช. ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ย่างเข้าสู่ 1 ปี หลังการยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ย่างเข้าสู่ 1 ปี หลังการยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า
เหตุผลสำคัญของการประกาศรัฐประหารวันนั้น คือการยุติความขัดแย้ง หลังการชุมนุมของ กปปส.ยืดเยื้อยาวนาน และมีสัญญาณของความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ ขณะเดียวกัน สัญญาณของการเผชิญหน้ากับคนเสื้อแดง ซึ่งมีแนวคิดตรงกันข้ามกับ กปปส.ชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้ทุกเมื่อ
1 ปีให้หลังการรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งหัวหน้า คสช.มีอำนาจเด็ดขาดผ่านมาตรา 44 อยู่เหนือทั้งอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ และเพิ่งแถลง
ผลงาน 6 เดือนรัฐบาล โดยเน้นเรื่องสำคัญคือการรักษาความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ก็อยู่ระหว่างเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อส่งผ่านอำนาจให้กับรัฐบาลชุดต่อไปตามโรดแมป ซึ่งกำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะอยู่ที่ต้นปี 2559
ส่วนฝ่ายตรงข้ามอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง นักการเมืองในซีกทักษิณ หรือแม้แต่กลุ่ม นปช. ล้วนอยู่ในสถานะสงบนิ่ง กลับกลายเป็นกลุ่มอิสระกลุ่มอื่นๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวจนถูกดำเนินคดี ขณะที่อีกหลายคนเลือกที่จะเดินทางออกไปต่างประเทศ ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้เป็นอิสระกว่า
ในฐานะนักวิชาการที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารชัดเจน เราสัมภาษณ์ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส เพื่อให้ประเมิน 1 ปีของสังคมไทยหลังการปกครองของคณะทหาร และประเมินทิศทางการเมืองหลังจากนี้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ
“ผมคิดว่ามันเปลี่ยนไปในทางเลวลง ที่เห็นชัดก็คือเศรษฐกิจที่มันได้รับผลกระทบร้ายแรง ส่วนด้านอื่นผมก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นต้นว่า ตอนแรกคุณบอกจะไม่ทำรถไฟความเร็วสูง แต่สุดท้ายคุณก็ทำ หรือถ้าพูดถึงการปฏิรูป อย่างปฏิรูปการศึกษาหรือปฏิรูปเรื่องอื่น ผมก็เห็นมีแต่ตั้งคณะกรรมการ จะปฏิรูปอะไรก็ยังไม่ชัดเจน นี่คือความไม่ได้เรื่องที่ผมเห็นชัดเจน” นิธิ ตอบคำถามเรื่อง 1 ปีหลังยุค คสช.
นิธิ บอกว่า ความไม่เป็นชิ้นเป็นอันของนโยบายเหล่านี้ ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ และอนาคตของประเทศยังมองไม่เห็นว่าจะเดินต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะในวันที่ อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้กระทั่งพม่า ซึ่งไทยเคยมีปัจจัยการผลิตเหนือกว่า มีแรงงานที่มีคุณภาพกว่า กำลังค่อยๆ แซงขึ้นนำ และไทยไม่มีอะไรที่จะสามารถแข่งขันได้
ก่อนจะบอกอีกว่า โจทย์เดียวที่รัฐประหาร 22 พ.ค. ตอบได้ก็คือ การ “หยุด” ไม่ให้การเมืองมวลชนเดินหน้าไปต่อ และย้อนเวลากลับไปใช้อำนาจนอกระบบ เพื่อให้ระบบ “การเมืองมวลชน” ที่เติบโตขึ้นมาในช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ ช้าลงไป เพื่อให้ชนชั้นนำกลับมาเป็นผู้นำเหนือกลุ่มการเมืองมวลชนแทน
การเมืองมวลชน ในนิยามของนิธิก็คือ การให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย มากกว่าจะให้ชนชั้นนำมาเดินหน้าการเมืองเพียงกลุ่มเดียวอย่างในอดีต
“ที่เห็นชัดก็คือชนชั้นนำเราถูกปลูกฝังในระบบเก่าแยะ ทั้งที่เขาสามารถรักษาผลประโยชน์ในระบบการเมืองมวลชนแบบสร้างสรรค์ไว้ได้ ใน อังกฤษ อเมริกา ชนชั้นนำที่ได้ประโยชน์จากการเมืองมวลชนก็มีอยู่มาก ถามว่าชนชั้นนำไทยทำแบบนั้นได้ไหม ผมเชื่อว่าทำได้ เพราะคุณมีต้นทุนสูงมาก พราะคุณเป็นผู้กุมวัฒนธรรมชั้นสูง คุณถือครองทรัพย์สินสูงมาก คุณใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นในการที่จะทำให้คุณได้เปรียบในการแข่งขันกับการเมืองมวลชนได้ แต่หลังการรัฐประหารที่ผ่านมาสะท้อนว่าเขาไม่ทำ แล้วกลับมาหาทางหยุดยั้งการเติบโตของการเมืองมวลชนแทน”
“แต่ในที่สุดคุณก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ นอกจากใช้อำนาจนอกระบบมาหยุดยั้งมันผ่านการรัฐประหาร ถามว่าอะไรเกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ก็คือการเมืองมวลชนมันช้าลงไป ถ้าคุณอยู่ปีก็ช้าไปปี ถ้าอยู่สองปีก็ช้าไปสองปี แต่บอกได้เลยว่าสิ่งที่คุณทำตอนนี้ ไม่สามารถอยู่ได้ในประเทศไทย เพราะประเทศมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ หรืออย่างอื่นที่คุณทำมา มันไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืนทั้งสิ้น มันได้แค่เบรกการเมืองมวลชนได้แค่ช่วงหนึ่ง แล้วเบรกไปทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน” นิธิ ระบุ
ส่วนข้ออ้างในการรักษาความสงบของ คสช.นั้น นิธิตั้งคำถามว่า ตั้งแต่เริ่มชุมนุมในเดือน ต.ค. 2556 ลากยาวมานานหลายเดือน ทำไมทหารไม่ออกมารักษาความสงบในช่วงที่ยังมีประชาธิปไตยอยู่ แต่กลับเลือกที่จะยึดอำนาจแล้วบริหาร ซึ่งสุดท้ายก็สร้างปัญหาอื่นตามมา
“ผมไม่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อว่ารัฐประหารทำให้ประเทศสงบ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา คุณก็เห็นว่ามันไม่สงบแล้ว มันเกิดอะไรต่อมิอะไรตามมาหลังจากนั้น และถ้าหากย้อนหลังกลับไปตั้งแต่รัฐประหารของ รสช.ปี 2534 คุณก็จะพบว่ามันก็ไม่สงบ รัฐประหารเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้นานแล้ว ถ้าคุณรู้จักคิดย้อนหลังกลับไป คุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่เครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลอย่างที่สมัยหนึ่งเคยใช้มา”
“คือคุณจะทะเลาะกับยิ่งลักษณ์ก็ทะเลาะไป จะเรียก ‘อีปู’ ก็ตามสบายเรื่องของคุณ แต่ตราบใดที่มันมีกติกาอยู่ คุณก็ต้องคิดสิว่าจะทำอย่างไรให้อีปูได้คะแนนเสียงไม่เท่ากับคุณ คุณก็หาทางทำให้อีปูไม่ได้คะแนนเสียงเท่ากับคุณสิ นี่คือวิธีการต่อสู้ แต่นี่คุณไม่ทำ คุณก็เรียกหาทหารมาวางแผนกันยึดอำนาจแทน” นิธิ กล่าว
ขณะที่เสียงต้านหลังรัฐประหารที่หลายคนเห็นว่า “แผ่ว” เกินกว่าที่ควรจะเป็นนั้น นิธิเห็นตรงกันข้าม และระบุว่า กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.นั้นมีจำนวนมาก และมากจนถึงขนาดที่ว่าทำให้คณะทหารยังคงใช้ “กฎหมายพิเศษ” รักษาความมั่นคงของรัฐบาลตัวเองอยู่
“ถ้ามันแผ่ว แล้วทำไมเสียงจากภายนอกทั้งจากสหรัฐอเมริกา ทั้งจากสหภาพยุโรป ต้องออกมาต่อต้านรัฐประหาร มันไม่ใช่หรอก ถ้าเปรียบเทียบกับทุกครั้งที่ผ่านมา คุณจะพบว่าไม่มีการต่อต้านรัฐประหารครั้งไหนที่มีการต่อต้านมากเท่านี้ และมีเสียงต้านออกมาตั้งแต่วันแรกด้วย”
ด้วยเหตุนี้ ทหารจึงยังต้องคงอำนาจไว้ เพราะรู้ว่าวันใดก็ตามที่ไม่เหลืออำนาจนี้อยู่ คนจะออกมาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอีก ซึ่งนิธิบอกว่า หากวันนี้ทหารเชื่อมั่นว่าคนสนับสนุนทั้งในเมืองและสนับสนุนทั้งประเทศจริง ก็ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 และยกเลิกกฎหมายพิเศษอื่นๆ ในการคุมอำนาจ
นิธิยืนยันว่า วันนี้ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ไม่ได้กลัวกฎหมายพิเศษอีกต่อไป สะท้อนชัดจากปฏิกิริยาเมื่อวันที่นักศึกษายืนล้อมกันเป็นวงกลมที่หน้าศาลทหาร เพื่อกดดันไม่ให้ทหารจับตัวกลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ” จนในที่สุดทหารก็ต้องเลือกปล่อยตัว
“ผมไม่แน่ใจว่าสยบได้จริงไหม การที่นักศึกษาไปยืนล้อมที่ศาลทหารแล้วชูสามนิ้วบอกว่าจับเลย เขาพร้อมให้จับ อันนั้นมันแสดงว่าเขาไม่กลัว แล้วมันจะจำกัดเฉพาะนักศึกษากลุ่มนั้นหรือ ซึ่งไม่น้อยนะ หรือมันจะกระจายต่อไปอีก คุณอย่าลืมนะว่า ถ้ามีคนที่พร้อมจะเข้าคุกเป็นพันๆ คนในประเทศไทย คุณก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว เพราะฉะนั้นคุณฝืนมันไม่ได้หรอก”







