posttoday
อย่าหลงเชื่อ ลงทุนเงินดิจิทัล

อย่าหลงเชื่อ ลงทุนเงินดิจิทัล

26 เมษายน 2558

กลโกงรูปแบบใหม่ของขบวนการแชร์ลูกโซ่ทั้งในประเทศและขบวนการข้ามชาติทุกวันนี้ กำลังหันมานิยมในรูปแบบ “เงินดิจิทัล”

กลโกงรูปแบบใหม่ของขบวนการแชร์ลูกโซ่ทั้งในประเทศและขบวนการข้ามชาติทุกวันนี้ กำลังหันมานิยมในรูปแบบ “เงินดิจิทัล” (Digital Currency) หรือเงินเสมือนจริง (Virtual Currency) กันอย่างแพร่หลาย เพราะเห็นช่องโหว่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงและขาดความรู้ความเข้าใจอีกมาก

ปัจจุบันมีเงินดิจิทัลและสิ่งสมมติที่ถูกอ้างว่าเป็นเงินดิจิทัลเกิดขึ้นในหลายชื่อแตกต่างกันไป เช่น Utoken Biz Point  Bizcoin Litecoin Peercoin แต่ที่รู้จักกันมากที่สุดในทั่วโลก มีเพียงแค่ “บิทคอยน์” (Bitcoin) สกุลเดียวเท่านั้น เพราะเริ่มได้รับการยอมรับในบางประเทศ เช่น สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ มีการออกเป็นกฎหมายมาควบคุมดูแลโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้ฟอกเงินหรือใช้เกี่ยวกับอาชญากรรมต่างๆ ในบางประเทศยังมีการเก็บภาษีบิทคอยน์อีกด้วย

บิทคอยน์ได้รับการคิดค้นขึ้นในต้นปี 2009 โดยวิศวกรระบบที่ใช้นามแฝงว่าซาโตชิ นากาโมโตะ ซึ่งเปิดระบบโอเพ่นซอร์สบิทคอยน์ใช้ในแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P) หรือการแลกเปลี่ยนโดยตรงระหว่างสองฝ่าย

ปัจจุบันการจะได้มาซึ่งบิทคอยน์ต้องทำผ่านการขุดเหมือง หรือก็คือการตรวจสอบรายการรับส่งเงินดิจิทัล ด้วยการถอดรหัสการคำนวณขั้นสูง (อัลกอริทึม) ซึ่งจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์สเปกที่สูงมากๆ เมื่อถอดรหัสได้จึงได้รับบิทคอยน์ตอบแทน ซึ่งการที่หามาได้ยากและมีกลไกควบคุมปริมาณ ทำให้บิทคอยน์ได้รับความเชื่อถือมากกว่าเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ

โดยในเดือน พ.ย. 2013 เงินบิทคอยน์ขึ้นไปสูงสุดถึง 1,137 เหรียญสหรัฐ/บิทคอยน์ แต่ปัจจุบันมีมูลค่าลดลงไปแล้วถึง 77% อยู่ที่ราว 267 เหรียญสหรัฐ/บิทคอยน์

แต่อย่าไว้ใจ กฎหมายไทยยังไม่รองรับ “เงินสีเทา”

เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศอย่างชัดเจนตั้งแต่ในปี 2013 ว่า บิทคอยน์ไม่ถือเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย บิทคอยน์และเงินดิจิทัลอื่นๆ มีสถานะเป็นเพียง “หน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์” เท่านั้น

นอกจากนี้ ธปท.ยังได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มบิทคอยน์ที่พยายามขออนุญาตเปิดให้มีบริการแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นในปีเดียวกัน และหากมีการนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศเกิดขึ้น โดยที่บริษัทไม่อาจควบคุมได้ อาจเข้าข่ายเป็นธุรกิจปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ ผิดพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485

อย่างไรก็ตาม แม้จะ “ไม่ยอมรับ” แต่ก็ไม่มีการออกเป็นกฎหมายชี้ชัดว่า เงินดิจิทัลหรือการลงทุนในเงินดิจิทัลเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” อย่างชัดเจน ทำให้ธุรกิจเงินดิจิทัลในอาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีสถานะเป็นธุรกิจเงินสีเทา และทำได้เพียงออกประกาศเตือนเป็นครั้งคราวให้ผู้บริโภคระมัดระวังเท่านั้น จนมีขบวนการแชร์ลูกโซ่ ใช้ช่องโหว่จากความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบและความไม่รู้มาหลอกลวงประชาชน

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว