posttoday
ความจริงที่ปากบารา เขาจะเอาฟอสซิล 500 ล้านปี ถมทะเล

ความจริงที่ปากบารา เขาจะเอาฟอสซิล 500 ล้านปี ถมทะเล

25 เมษายน 2558

คำถามหนึ่งเกิดขึ้นในงาน “Pakbara Paradiso ปากบารา - อันดามัน สวรรค์ทะเลใต้”

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

คำถามหนึ่งเกิดขึ้นในงาน “Pakbara Paradiso ปากบารา - อันดามัน สวรรค์ทะเลใต้” ...ทำไมคนสตูลต้องเดินทางไกลขึ้นมาถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อพูดเรื่องปากบารา?

เวทีเสวนาหัวข้อ “ความจริงที่ปากบารา” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ฉายภาพความจริงที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ

“แม้คนสตูลทั้งจังหวัดจะลุกขึ้นมาต่อสู้ ก็ไม่แน่ว่าจะชนะ นี่คือสาเหตุที่เราต้องมาในวันนี้” สมบูรณ์ คำแหง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ยอมรับว่าการต้องสู้ครั้งนี้หนักหนาสาหัส และไม่อาจเอาชนะได้ด้วยพลังของคนสตูลเพียงอย่างเดียว

ระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวสตูลถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าเหตุใดถึงไม่ยอมเสียสละบ้าง ทั้งที่ทิศทางของประเทศกำลังพัฒนาไปข้างหน้า

สมบูรณ์ ตั้งคำถามกลับว่า ในเมื่อชาวสตูลต้องเดิมพันสูงถึงขั้นแลกด้วยชีวิต หากที่สุดแล้วโครงการปากบาราไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลพยายามกล่าวอ้าง ... ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

“พื้นที่แห่งนี้มีทรัพยากร ธรรมชาติ มีสิ่งแวดล้อม มีวิถีชีวิต ถ้าทั้งหมดต้องสูญเสียไปเพราะโครงการพัฒนาครั้งนี้ ถามว่าใครจะรับผิดชอบ” สมบูรณ์ ย้ำประเด็นหนักแน่น

ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามที่แกนนำชาวบ้านรายนี้พูดถึง สวนทางโดยสิ้นเชิงกับข้อมูลที่ภาครัฐใช้อธิบายความกับสังคม ภาพหนึ่งที่ปรากฏชัดและจับต้องได้ถูกฉายผ่าน ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

“คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อคืนวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่บอกว่า กรุณาอย่าขัดแย้งกัน และโครงการนี้จะเป็นประตูของอันดามัน เป็นคำพูดเดียวกันเมื่อครั้งมีการก่อสร้างโครงการท่าเรือระนอง และท่าเรือภูเก็ต เมื่อปี 2546” อาจารย์ประสาท กล่าวพร้อมตั้งคำถามต่อว่า นั่นเป็นเพราะรัฐบาลได้ข้อมูลชุดเดียวกันใช่หรือไม่

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับ “ท่าเรือระนอง” ซึ่งใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 1,000 ล้านบาท คือกลายเป็นท่าเรือร้าง มีข้อมูลอีกว่าใน 1 ปี มีการขนส่งสินค้าเพียง 200 เที่ยวเศษๆ เท่านั้น นั่นหมายความว่าเฉลี่ยวันละไม่ถึง 1 เที่ยว หรือแม้แต่ “ท่าเรือภูเก็ต” ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นท่าเรือสำหรับขนนักท่องเที่ยวไปแล้ว

ยังไม่นับ “ท่าเรือสงขลา” ซึ่งอยู่ห่างจากปากบาราเพียง 300 กม. สร้างเสร็จแล้วและมีความพร้อมทุกอย่าง แต่ก็ล้มเหลว โดยข้อมูลวิชาการเรื่อง “ศักยภาพของท่าเรือ” ศึกษาโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดว่า ท่าเรือสงขลาล้มเหลวเนื่องจากค่าขนส่งแพงกว่า “ท่าเรือปีนัง” ทำให้เรือเลือกที่จะไปทำการขนส่งที่ปีนังแทน

“แล้วจะเอาสินค้าที่ไหนมาขนส่งที่ท่าเรือปากบารา” นักวิชาการรายนี้ ชวนให้คิดตาม

คงเป็นจริงตามที่ รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวไว้ตอนหนึ่งของพิธีเปิดงาน ... ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องเลือก

“ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องเลือกทิศทางการพัฒนาว่าจะให้พื้นที่ภาคใต้ของเราเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมแบบมาบตาพุด หรือจะให้เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านสามารถมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง สุขสบายโดยไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เป็นจุดพักใจตามธรรมชาติของคนกรุงตามที่เทวดาสรรค์สร้างมาให้...”

“วันนี้ต้องเลือกแล้ว มันไม่มีตรงกลาง ที่ผ่านมามีคนบอกว่าจะทำท่าเรือน้ำลึกโดยให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้นมันต้องเลือก” นักอนุรักษ์อาวุโส กล่าวชัด

สอดคล้องกับตัวเลขรายได้ประชากร โดยเทียบเคียงจังหวัดในภาคใต้อย่าง “พัทลุง” ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม กับ “ระยอง” เมืองอุตสาหกรรม โดยพบว่า แม้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรของ จ.ระยอง จะมากกว่า จ.พัทลุง ถึง 8 เท่า แต่ “รายได้ครัวเรือน” และ “หนี้สินครัวเรือน” กลับอยู่ในระนาบเดียวกัน

นั่นหมายความว่า “รายได้” ที่มาจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้กระจายเข้าสู่ “ครัวเรือน” หรือคนในพื้นที่เลยแม้แต่น้อย

นี่ยังไม่นับสถิติประชากรที่มีอายุเกิน 80 ปี ของ จ.พัทลุง ซึ่งมีสูงกว่า จ.ระยอง จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนว่าคนในพื้นที่อุตสาหกรรมมีอายุสั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด

นี่คือเหตุผลว่า ...ทำไมถึงเวลาแล้วที่คนไทยถึงต้องเลือก

จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ปากบาราของ ธรรมรัตน์ นุตะธีระ ผู้ริเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา โรงเรียนกำแพงวิทยา จ.สตูล กล่าวชัดเจนว่า พื้นที่ปากบารามีศักยภาพทางวิชาการ และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เกินกว่าจะหาพื้นที่ใดมาทดแทน

“ผมขุดเจอซากฟอสซิลซึ่งบ่งบอกถึงเรื่องราวในอดีต เป็นฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อายุกว่า 500 ล้านปี โดยบริเวณที่ขุดพบอยู่ในละแวกเดียวกับที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา” อาจารย์ธรรมรัตน์ กล่าว

อาจารย์ธรรมรัตน์ เล่าต่อว่า ยิ่งขุดเพิ่มก็ยิ่งเจอฟอสซิลหลากหลาย เราพบซากฟอสซิลในยุคก่อนยุคไดโนเสาร์ โดยตามหลักวิชาการสามารถแบ่งยุคก่อนยุคไดโนเสาร์ออกเป็น 6 ยุค ซึ่ง จ.สตูล เป็นพื้นที่เดียวในอาเซียนที่พบครบทั้ง 6 ยุค

“แต่ในอีไอเอเขียนไว้ว่าจะเอาหินฟอสซิลเหล่านั้นไปก่อสร้างเป็นท่าเรือน้ำลึกปากบารา เอาไปถมทะเล” นักวิชาการรายนี้ กล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว