
พ่อ... จากไปไม่กลับ
แม้ในหมู่บ้านจะมีคลินิก แต่เพราะความยากจนเราไม่มีเงินพอจะพาพ่อไปหาหมอ และถึงมีเงินก็ใช่ว่าจะไปรักษาได้ง่ายๆ
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
แม้ในหมู่บ้านจะมีคลินิก แต่เพราะความยากจนเราไม่มีเงินพอจะพาพ่อไปหาหมอ และถึงมีเงินก็ใช่ว่าจะไปรักษาได้ง่ายๆ ต้องรอคิว เพราะแต่ละวันจะมีคนป่วยพากันมารักษามากมาย เนื่องจากในอำเภอที่อยู่มีชาวบ้าน 3-4 แสนคน แต่มีโรงหมอเพียงแค่ 2 แห่ง
หมอที่ทำการรักษาจึงไม่เพียงพอกับคนป่วย ทั้งที่จริงแล้วหมอที่รักษาในหมู่บ้านก็ไม่ได้เก่งหรือเชี่ยวชาญอะไรมาก ยาที่ใช้รักษาโรคมักจะเป็นยาตัวเดียว ชนิดเดียว ปวดหัว ตัวร้อน ก็ยาแบบเดียวกับปวดท้อง เราทุกคนเลยไม่คิดจะพาพ่อไป แต่หันมาช่วยกันคิดหาทางช่วยพ่อกันเอง
ผมรับหน้าที่เพิ่มมาอีกอย่าง นอกจากผลัดกับพี่ชายสวนฉี่ให้พ่อแล้ว เมื่อพ่อมีอาการอึไม่ออกเพิ่มมาอีก ผมต้องเป็นคนใช้นิ้วตัวเองแทงสวนทวารและคอยแงะก้อนอึออกมาทีละก้อนให้พ่อด้วย โดยมีพี่ชายคนที่ 3 เป็นคนคอยช่วยกดท้องพ่อไว้ เพื่อดันให้อึออกง่ายขึ้น ทำให้พ่อสามารถถ่ายออกได้
เมื่อถ่ายออกแล้วพ่อจะรู้สึกสบายขึ้น ไม่เจ็บปวด ร้องครวญคราง พอจัดการให้พ่อถ่ายได้ก็ต้องหันไปจัดการกับอุจจาระที่เลอะเทอะอยู่ จากนั้นต้องขนสิ่งของที่เลอะอึและฉี่ของพ่อไปซักทำความสะอาด ผมทำให้พ่อโดยไม่รู้สึกรังเกียจ ไม่ว่ากลิ่นเหม็นหรือสิ่งสกปรกที่ออกมาจากตัวพ่อ ขอเพียงให้ท่านอยู่กับผมไปนานๆ แม้ผมจะต้องลำบากหรือเหน็ดเหนื่อยกว่านี้อีกกี่เท่าผมก็ยินดีทำด้วยความเต็มใจ แต่สุดท้ายสังขารของพ่อก็สู้กับโรคที่รุมเร้าหลายโรคไม่ไหว
วันนั้นผมไปรับจ้างขนฉี่อยู่แถวละแวกบ้าน แม่ให้คนมาตามผม บอกว่าดูท่าทางว่าพ่อไม่รอดแล้ว ให้ผมรีบกลับบ้านด่วน ผมตกใจแทบช็อก เมื่อเช้าก่อนออกมาทำงาน ผมเพิ่งจะสวนอึให้พ่อ ยังคิดว่าวันนี้พ่อคงหลับสบาย พอได้ยินคนมาบอกอย่างนั้น ผมรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวตอนกลางวันแสกๆ
ผมรีบกลับบ้านทันที มาถึงก็พบว่าพ่ออาการทรุดหนักมากแล้ว ผมเข้าไปจับมือพ่อ พร่ำพูดสิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ในใจ
“พ่อ...ผมจะพาพ่อไปหาหมอ พ่อทำใจดีๆ ไว้ พ่อต้องไม่เป็นอะไร”
“ไม่ต้องพาพ่อไปไหน พ่อรู้ตัวดีว่าพ่อจะต้องตายแล้ว”
พอได้ยินพ่อพูดอย่างนั้น ผมกับพี่ชายต่างร้องไห้ จับมือพ่อไว้แน่น
“ไม่นะพ่อต้องไม่ตาย ผมไม่อยากให้พ่อตาย”
ผมพูดไปร้องไห้ไป น้ำตานองหน้า
“ความตายเป็นธรรมดาของมนุษย์ อย่าเสียใจไปเลย เมื่อพ่อตายไม่ต้องทำอะไรมาก ใช้จอบอันเดียวขุดดิน แล้วเอาพ่อไปฝังที่ฮวงซุ้ย เงินที่จะซื้อโลงใส่ศพพ่อก็ไม่ต้อง เอาเงินนั้นไปซื้อข้าวกิน”
ยิ่งฟังพ่อพูด ผมและทุกคนยิ่งสะเทือนใจ รู้สึกรันทดในความยากจนของครอบครัวและซึ้งใจในความห่วงใยของพ่อ ที่แม้ขนาดขณะจะสิ้นลม พ่อยังไม่อยากให้ลูกกับเมียต้องเดือดร้อนเพราะตัวเอง
ก่อนสิ้นใจ พ่อพยายามพูดออกมาด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายว่า “ดูแลแม่ให้ดีนะ อย่าทิ้งแม่ไปไหนนะ” พ่อเป็นห่วงแม่ซึ่งเป็นคู่ทุกข์คู่ยากที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมากว่าครึ่งศตวรรษ เป็นห่วงสุดท้ายที่พ่อยังตัดไม่ได้ก่อนตาย พ่อพูดกับผมจบก็ไม่ลืมตาขึ้นมาอีกเลย
ผมกอดพ่อแน่น ร้องไห้โฮ ที่ผ่านมาในชีวิต ผมอาจจะร้องไห้เสียน้ำตามามาก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากเท่าครั้งนี้ เพราะท่านคือร่มโพธิ์ร่มไทรที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างมั่นคงในใจผม แม่เองก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าผม แต่ยังมีสติปลอบใจผมว่า
“อย่าเสียใจให้มากเลยซิวซี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีใครหนีได้พ้น”
“ผมรู้...ผมแค่อยากให้พ่ออยู่กับผมนานกว่านี้ ให้ผมได้เลี้ยงพ่อ ตอบแทนพระคุณพ่อบ้าง แต่ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย พ่อก็จากผมไปก่อน”
ผมพูดออกมาทั้งน้ำตา เจ็บแปลบขึ้นมาที่ใจ ความตั้งใจจะพาพ่อไปรักษาดับวูบ เพราะความจน...เพราะไม่มีเงิน ผมเลยช่วยชีวิตพ่อไม่ได้ ผมไม่มีความสามารถ เป็นลูกที่ใช้ไม่ได้เลย พ่อเลยต้องจากไปก่อนวัยอันควร ผมร้องไห้เสียใจ เฝ้าโทษตัวเองที่ไม่มีความสามารถพอ หาเงินพาพ่อไปรักษาไม่ได้ ผมตะโกนอยู่ในใจ มองร่างไร้ลมหายใจของพ่อแล้วน้ำตาไหล
“พ่อครับ ผมขอโทษที่ช่วยพ่อไม่ได้”
อย่าว่าแต่ช่วยพ่อเลย ขนาดพ่อตาย เราก็ไม่มีเงินจะซื้อโลงและจัดงานศพให้ดีได้ เงินที่ได้จากการทำงานหนักของผม ต้องนำไปใช้จ่ายในบ้าน บางส่วนแบ่งไปใช้หนี้ มีเงินเหลืออยู่ติดบ้านแค่นิดหน่อย แต่พวกเราไม่ยอมทำตามที่พ่อสั่ง ที่ให้ฝังศพโดยไม่ต้องทำพิธีอะไรให้มากมาย พวกเราต้องขัดคำสั่งพ่อที่สั่งไว้ก่อนตาย ด้วยสำนึกของความเป็นลูก และคิดว่าการจัดงานศพพ่อคือสิ่งที่ลูกจะแสดงออกถึงความกตัญญูเป็นครั้งสุดท้ายที่ลูกจะทำให้ได้
หลังจากที่พ่อสิ้นลม ผมกับพี่ชายทั้งสอง ปรึกษากับแม่ว่าจะหาเงินไปซื้อโลงใส่ศพพ่อ แต่เพราะไม่มีเงินจึงลงความเห็นกันว่า จะนำที่ดินไปขายฝากกับนายทุน ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน สรุปว่าเรานำที่ดินครึ่งไร่ผืนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ไปขายฝากไว้ 3 ปี เนื่องจากที่ดินผืนสุดท้ายนี้เป็นที่ดินที่ให้ผลผลิตดีมาก นายทุนให้เราทำไร่ได้ แต่ผลประโยชน์ที่ได้จะต้องถูกแบ่งให้นายทุน 70% ส่วนของเราคือ 30% ซึ่งแม้จะไม่เป็นธรรมนัก แต่พวกเราไม่มีทางเลือก ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกกับการได้เงินมาซื้อโลงศพให้พ่อ
เงินที่ได้มาพอสำหรับซื้อโลงถูกๆ และจัดงานเล็กๆ 3 วัน เฉพาะพี่น้องและญาติสนิท 20-30 คน ที่ศาลบรรพบุรุษของตระกูลประจำหมู่บ้าน ผมเสียใจและโกรธตัวเองที่ไม่สามารถจัดงานศพพ่อให้ดีกว่านี้ได้ พวกเราอุ้มพ่อใส่ในโลง แล้วช่วยกันแบกท่านไปฝังที่ภูเขา
นับเป็นความโชคดีที่พ่อผมมองการณ์ไกล ทำฮวงซุ้ยไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่ผมจะเกิดเสียอีก พ่อไม่ได้ทำหลุมเดียว แต่ทำเผื่อแม่ไว้อีกหลุมอยู่เคียงข้างกัน ฮวงซุ้ยที่พ่อทำ ขนาดยาว 2 เมตร กว้าง 1.20 เมตร ภายในด้านข้างก่อฉาบขึ้นมา ซึ่งน่าทึ่งตรงที่ด้านข้างหลุมของพ่อ มีช่องเจาะไว้เชื่อมต่อไปยังหลุมของแม่
แม่บอกพวกเราว่า พ่อทำไว้เพราะคิดว่าถ้าตายไปแล้ว พ่อกับแม่จะได้ยื่นหน้ามาพูดคุยกันได้ ผมฟังแม่เล่าแล้วน้ำตาคลอ ชื่นชมในความรักของพ่อที่มีต่อแม่
ผมกับพี่ชายไปขุดหลุมที่สุสาน จากนั้นเราค่อยๆ ยกโลงนำลงไปวางในหลุม แม่ยืนน้ำตาไหลเงียบๆ พี่ชายสองคนของผมช่วยกันกลบดินฝังศพพ่อ หัวใจผมเหมือนถูกมีดกรีด น้ำตาไหลลงมาราวกับสายฝน ผมตั้งปณิธานไว้กับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า จะต้องขยันทำงานให้มาก ต้องเลี้ยงดูแม่ให้ดี ผมจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง
พ่อครับ หลับให้สบายเถอะครับ ผมจะดูแลแม่ เลี้ยงแม่ให้ดีที่สุด จะไม่ทิ้งแม่ไปไหน ผมให้สัญญา!
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







