
สถานการณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ของ SMEs ไทย
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ได้มีการขยายการลงทุนและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต
โดย...สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ได้มีการขยายการลงทุนและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตชิ้นส่วนให้มีความหลากหลาย ตลอดจนมีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับโลกยอมรับทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยสร้างงานให้กับแรงงานจำนวนกว่า 1 แสนคน มีผู้ผลิต 1,657 ราย และโรงงานรวม 2,237 แห่ง ส่วนมากผู้ผลิตดังกล่าวเป็น SMEs และจะกระจุกตัวอยู่ในเขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเช่น สมุทรปราการ ซึ่งพบว่ามีจำนวนของผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบตั้งโรงงานอยู่มากที่สุด
รองลงมาคือ จ.ระยอง และจังหวัดอื่นๆเช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เป็นต้น
โดยโรงงานดังกล่าวมักตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตยานยนต์ โดยทั่วไปผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จะมีตลาดในการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอยู่ 2 ตลาดหลัก ได้แก่
1.ตลาดชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ประกอบยานยนต์ (Original Equipment Market :OEM) โดยผู้ผลิตต้องผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนให้กับรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆสำ หรับค่ายยานยนต์ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อประกอบยานยนต์ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
ทั้งนี้ ความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์
2.ตลาดชิ้นส่วนทดแทน หรืออะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Market: REM) เป็นตลาดชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนเดิมที่เสีย หรือสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน ผู้ผลิตที่ทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดทดแทนนี้ มีทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้นั้นมีคุณภาพที่หลากหลาย ทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ปลอม และอะไหล่เทียม ซึ่งจะทำการจัดจำหน่ายให้กับศูนย์บริการอะไหล่ของค่ายยานยนต์ต่างๆ โดยปกติศูนย์บริการจะมีการจัดเก็บสต๊อกอะไหล่ทดแทนไม่มากนัก จะเน้นเก็บเฉพาะอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมยานยนต์บ่อยครั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ ปี 2553–2557พบว่าในปี 2554 เป็นปีที่เกิดอุทกภัยในไทยครั้งใหญ่ และเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ชิ้นส่วนที่ประกอบในไทยล่าช้า อีกทั้งภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ SMEsญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ประกอบการ SMEs ของญี่ปุ่นเข้ามาในไทยและบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น ได้สนับสนุนชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ จากผู้ประกอบการSMEs ญี่ปุ่นในไทยทั้งหมด โดยเฉพาะในขั้นตอน Tier 1 และ Tier 2 ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงๆ (เป็นการส่งประกอบรถยนต์ไปให้บริษัทรถยนต์โดยตรง)
ทำให้ SMEs ไทยจำเป็นต้องทำชิ้นส่วนประกอบ Tier 3 Tier 4 ไปให้ผู้ประกอบการSMEs ญี่ปุ่นแทน ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงมากนัก แถมได้ราคาต่ำ
ในปี 2555–2556 รัฐบาลมีนโยบายมาตรการรถคันแรก ส่งผลให้เกิดดีมานด์มากผิดปกติ คือ มียอดจำหน่ายรถยนต์สูงขึ้นถึงร้อยละ 94.1 ในปี 2555 โดยนโยบายนี้ครอบคลุมถึง 2 ปี
ในปี 2557 มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนสูง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศลดลง แต่การส่งออกยังคงขยายตัวอยู่ โดยในปีนี้มียอดจำหน่ายรถยนต์รวมทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 1,126,081 คัน สูงกว่าในปี 2553 จำนวน 325,803 คัน ขยายตัวร้อยละ 19.37 (เป็นปีที่มีเศรษฐกิจเป็นปกติและยอดจำหน่ายกระเตื้องขึ้นจากฐานการจำหน่ายปี 2552 ต่ำ)
แสดงว่าการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากการจำหน่ายในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็ขยายตัวตามปกติ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงรายได้รวมของSMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ ปี 2556 จะเห็นว่ามีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยรายได้รวมส่วนใหญ่จะมาจากการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับยานยนต์ ซึ่งมีรายได้รวมสูงสุด คือ 111,169.79 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 31.75 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 87.53 ต่อรายได้รวมของ SMEs ทั้งหมดส่วนการผลิตเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับจักรยานยนต์ มีรายได้รวมมูลค่า 9,278.68 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.01
แต่เมื่อพิจารณาตามอัตราการเติบโตพบว่าการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์มีการขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 58.18
ในปี 2557 SMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สามารถสร้าง GDP มีมูลค่า27,302 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.82 มีมูลค่าการส่งออก 44,363.54 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.75 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.48ต่อการส่งออกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งประเทศ
และเมื่อมองในรูปดอลลาร์มีมูลค่า1,379.76 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ2.22 โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ มาเลเซียอินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ อียิปต์ และญี่ปุ่นรวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.20
ในขณะที่ตลาดใหม่ที่มีอัตราขยายตัวสูงได้แก่ เอกวาดอร์ ร้อยละ 52.84 อียิปต์ ร้อยละ 52.07 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 40.45 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 33.75
สำหรับโครงสร้างการส่งออก พบว่าสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด คือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ ร้อยละ 89.63รองลงมาคือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 9.47 ตัวถังรถยนต์ร้อยละ 0.83 และแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งร้อยละ 0.03 ตามลำดับ
สำหรับในเดือน ม.ค. 2558 SMEsสามารถส่งออก มีมูลค่า 3,771.10 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 18.31 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.18 ต่อการส่งออกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งประเทศ เมื่อมองในรูปดอลลาร์มีมูลค่า 115.49 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวร้อยละ 16.96
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ได้มีการขยายการลงทุนและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตชิ้นส่วนให้มีความหลากหลาย ตลอดจนมีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับโลกยอมรับทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยสร้างงานให้กับแรงงานจำนวนกว่า 1 แสนคน มีผู้ผลิต 1,657 ราย และโรงงานรวม 2,237 แห่ง ส่วนมากผู้ผลิตดังกล่าวเป็น SMEs และจะกระจุกตัวอยู่ในเขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเช่น สมุทรปราการ ซึ่งพบว่ามีจำนวนของผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบตั้งโรงงานอยู่มากที่สุด
รองลงมาคือ จ.ระยอง และจังหวัดอื่นๆเช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เป็นต้น
โดยโรงงานดังกล่าวมักตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตยานยนต์ โดยทั่วไปผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จะมีตลาดในการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอยู่ 2 ตลาดหลัก ได้แก่
1.ตลาดชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ประกอบยานยนต์ (Original Equipment Market :OEM) โดยผู้ผลิตต้องผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนให้กับรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆสำ หรับค่ายยานยนต์ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อประกอบยานยนต์ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
ทั้งนี้ ความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์
2.ตลาดชิ้นส่วนทดแทน หรืออะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Market: REM) เป็นตลาดชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนเดิมที่เสีย หรือสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน ผู้ผลิตที่ทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดทดแทนนี้ มีทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้นั้นมีคุณภาพที่หลากหลาย ทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ปลอม และอะไหล่เทียม ซึ่งจะทำการจัดจำหน่ายให้กับศูนย์บริการอะไหล่ของค่ายยานยนต์ต่างๆ โดยปกติศูนย์บริการจะมีการจัดเก็บสต๊อกอะไหล่ทดแทนไม่มากนัก จะเน้นเก็บเฉพาะอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมยานยนต์บ่อยครั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ ปี 2553–2557พบว่าในปี 2554 เป็นปีที่เกิดอุทกภัยในไทยครั้งใหญ่ และเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ชิ้นส่วนที่ประกอบในไทยล่าช้า อีกทั้งภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ SMEsญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ประกอบการ SMEs ของญี่ปุ่นเข้ามาในไทยและบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น ได้สนับสนุนชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ จากผู้ประกอบการSMEs ญี่ปุ่นในไทยทั้งหมด โดยเฉพาะในขั้นตอน Tier 1 และ Tier 2 ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงๆ (เป็นการส่งประกอบรถยนต์ไปให้บริษัทรถยนต์โดยตรง)
ทำให้ SMEs ไทยจำเป็นต้องทำชิ้นส่วนประกอบ Tier 3 Tier 4 ไปให้ผู้ประกอบการSMEs ญี่ปุ่นแทน ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงมากนัก แถมได้ราคาต่ำ
ในปี 2555–2556 รัฐบาลมีนโยบายมาตรการรถคันแรก ส่งผลให้เกิดดีมานด์มากผิดปกติ คือ มียอดจำหน่ายรถยนต์สูงขึ้นถึงร้อยละ 94.1 ในปี 2555 โดยนโยบายนี้ครอบคลุมถึง 2 ปี
ในปี 2557 มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนสูง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศลดลง แต่การส่งออกยังคงขยายตัวอยู่ โดยในปีนี้มียอดจำหน่ายรถยนต์รวมทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 1,126,081 คัน สูงกว่าในปี 2553 จำนวน 325,803 คัน ขยายตัวร้อยละ 19.37 (เป็นปีที่มีเศรษฐกิจเป็นปกติและยอดจำหน่ายกระเตื้องขึ้นจากฐานการจำหน่ายปี 2552 ต่ำ)
แสดงว่าการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากการจำหน่ายในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็ขยายตัวตามปกติ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงรายได้รวมของSMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ ปี 2556 จะเห็นว่ามีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยรายได้รวมส่วนใหญ่จะมาจากการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับยานยนต์ ซึ่งมีรายได้รวมสูงสุด คือ 111,169.79 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 31.75 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 87.53 ต่อรายได้รวมของ SMEs ทั้งหมดส่วนการผลิตเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับจักรยานยนต์ มีรายได้รวมมูลค่า 9,278.68 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.01
แต่เมื่อพิจารณาตามอัตราการเติบโตพบว่าการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์มีการขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 58.18
ในปี 2557 SMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สามารถสร้าง GDP มีมูลค่า27,302 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.82 มีมูลค่าการส่งออก 44,363.54 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.75 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.48ต่อการส่งออกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งประเทศ
และเมื่อมองในรูปดอลลาร์มีมูลค่า1,379.76 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ2.22 โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ มาเลเซียอินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ อียิปต์ และญี่ปุ่นรวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.20
ในขณะที่ตลาดใหม่ที่มีอัตราขยายตัวสูงได้แก่ เอกวาดอร์ ร้อยละ 52.84 อียิปต์ ร้อยละ 52.07 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 40.45 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 33.75
สำหรับโครงสร้างการส่งออก พบว่าสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด คือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ ร้อยละ 89.63รองลงมาคือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 9.47 ตัวถังรถยนต์ร้อยละ 0.83 และแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งร้อยละ 0.03 ตามลำดับ
สำหรับในเดือน ม.ค. 2558 SMEsสามารถส่งออก มีมูลค่า 3,771.10 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 18.31 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.18 ต่อการส่งออกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งประเทศ เมื่อมองในรูปดอลลาร์มีมูลค่า 115.49 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวร้อยละ 16.96
จะเห็นว่าถึงแม้ต้นปี 2558 จะมีการขยายตัวค่อนข้างสูง แต่เริ่มมีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับออร์เดอร์ตามยอดคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ว่า โดยในช่วง2 เดือนแรกปีนี้ ลดลงกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยยกเลิกคำสั่งซื้อ แต่หันไปซื้อจากผู้ประกอบการรายย่อยของญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยมากขึ้น
นี่คือสัญญาณที่ต้องจับตามองและติดตามอย่างใกล้ชิด
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ได้มีการขยายการลงทุนและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตชิ้นส่วนให้มีความหลากหลาย ตลอดจนมีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับโลกยอมรับทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยสร้างงานให้กับแรงงานจำนวนกว่า 1 แสนคน มีผู้ผลิต 1,657 ราย และโรงงานรวม 2,237 แห่ง ส่วนมากผู้ผลิตดังกล่าวเป็น SMEs และจะกระจุกตัวอยู่ในเขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเช่น สมุทรปราการ ซึ่งพบว่ามีจำนวนของผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบตั้งโรงงานอยู่มากที่สุด
รองลงมาคือ จ.ระยอง และจังหวัดอื่นๆเช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เป็นต้น
โดยโรงงานดังกล่าวมักตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตยานยนต์ โดยทั่วไปผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จะมีตลาดในการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอยู่ 2 ตลาดหลัก ได้แก่
1.ตลาดชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ประกอบยานยนต์ (Original Equipment Market :OEM) โดยผู้ผลิตต้องผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนให้กับรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆสำ หรับค่ายยานยนต์ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อประกอบยานยนต์ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
ทั้งนี้ ความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์
2.ตลาดชิ้นส่วนทดแทน หรืออะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Market: REM) เป็นตลาดชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนเดิมที่เสีย หรือสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน ผู้ผลิตที่ทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดทดแทนนี้ มีทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้นั้นมีคุณภาพที่หลากหลาย ทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ปลอม และอะไหล่เทียม ซึ่งจะทำการจัดจำหน่ายให้กับศูนย์บริการอะไหล่ของค่ายยานยนต์ต่างๆ โดยปกติศูนย์บริการจะมีการจัดเก็บสต๊อกอะไหล่ทดแทนไม่มากนัก จะเน้นเก็บเฉพาะอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมยานยนต์บ่อยครั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศ ปี 2553–2557พบว่าในปี 2554 เป็นปีที่เกิดอุทกภัยในไทยครั้งใหญ่ และเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ชิ้นส่วนที่ประกอบในไทยล่าช้า อีกทั้งภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ SMEsญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ส่งผลให้มีผู้ประกอบการ SMEs ของญี่ปุ่นเข้ามาในไทยและบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น ได้สนับสนุนชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ จากผู้ประกอบการSMEs ญี่ปุ่นในไทยทั้งหมด โดยเฉพาะในขั้นตอน Tier 1 และ Tier 2 ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงๆ (เป็นการส่งประกอบรถยนต์ไปให้บริษัทรถยนต์โดยตรง)
ทำให้ SMEs ไทยจำเป็นต้องทำชิ้นส่วนประกอบ Tier 3 Tier 4 ไปให้ผู้ประกอบการSMEs ญี่ปุ่นแทน ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงมากนัก แถมได้ราคาต่ำ
ในปี 2555–2556 รัฐบาลมีนโยบายมาตรการรถคันแรก ส่งผลให้เกิดดีมานด์มากผิดปกติ คือ มียอดจำหน่ายรถยนต์สูงขึ้นถึงร้อยละ 94.1 ในปี 2555 โดยนโยบายนี้ครอบคลุมถึง 2 ปี
ในปี 2557 มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนสูง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศลดลง แต่การส่งออกยังคงขยายตัวอยู่ โดยในปีนี้มียอดจำหน่ายรถยนต์รวมทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 1,126,081 คัน สูงกว่าในปี 2553 จำนวน 325,803 คัน ขยายตัวร้อยละ 19.37 (เป็นปีที่มีเศรษฐกิจเป็นปกติและยอดจำหน่ายกระเตื้องขึ้นจากฐานการจำหน่ายปี 2552 ต่ำ)
แสดงว่าการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากการจำหน่ายในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ส่วนการบริโภคภายในประเทศก็ขยายตัวตามปกติ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงรายได้รวมของSMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ ปี 2556 จะเห็นว่ามีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยรายได้รวมส่วนใหญ่จะมาจากการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับยานยนต์ ซึ่งมีรายได้รวมสูงสุด คือ 111,169.79 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 31.75 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 87.53 ต่อรายได้รวมของ SMEs ทั้งหมดส่วนการผลิตเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับจักรยานยนต์ มีรายได้รวมมูลค่า 9,278.68 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.01
แต่เมื่อพิจารณาตามอัตราการเติบโตพบว่าการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์มีการขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 58.18
ในปี 2557 SMEs ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สามารถสร้าง GDP มีมูลค่า27,302 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.82 มีมูลค่าการส่งออก 44,363.54 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.75 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.48ต่อการส่งออกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งประเทศ
และเมื่อมองในรูปดอลลาร์มีมูลค่า1,379.76 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ2.22 โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ มาเลเซียอินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ อียิปต์ และญี่ปุ่นรวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.20
ในขณะที่ตลาดใหม่ที่มีอัตราขยายตัวสูงได้แก่ เอกวาดอร์ ร้อยละ 52.84 อียิปต์ ร้อยละ 52.07 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 40.45 และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 33.75
สำหรับโครงสร้างการส่งออก พบว่าสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด คือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ ร้อยละ 89.63รองลงมาคือ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 9.47 ตัวถังรถยนต์ร้อยละ 0.83 และแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งร้อยละ 0.03 ตามลำดับ
สำหรับในเดือน ม.ค. 2558 SMEsสามารถส่งออก มีมูลค่า 3,771.10 ล้านบาทขยายตัวร้อยละ 18.31 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.18 ต่อการส่งออกอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์รวมทั้งประเทศ เมื่อมองในรูปดอลลาร์มีมูลค่า 115.49 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวร้อยละ 16.96
จะเห็นว่าถึงแม้ต้นปี 2558 จะมีการขยายตัวค่อนข้างสูง แต่เริ่มมีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับออร์เดอร์ตามยอดคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ว่า โดยในช่วง2 เดือนแรกปีนี้ ลดลงกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยยกเลิกคำสั่งซื้อ แต่หันไปซื้อจากผู้ประกอบการรายย่อยของญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยมากขึ้น
นี่คือสัญญาณที่ต้องจับตามองและติดตามอย่างใกล้ชิด







