
ไม่พูดการเมือง
ในช่วงที่การเมืองไม่มีอะไรให้พูดได้มาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะหันไปเขียนถึงเรื่องอื่นๆ
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในช่วงที่การเมืองไม่มีอะไรให้พูดได้มาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะหันไปเขียนถึงเรื่องอื่นๆ บนคอลัมน์หน้า ๕ สยามรัฐและในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ในช่วงที่ไม่อาจพูดอะไรได้มากทางการเมือง แต่ยังรับเขียนคอลัมน์การเมือง ถึงผู้เขียนคิดจะทำบ้าง ก็ไม่มีฝีมืออย่างท่าน จึงขอเลือกพูดถึงกลวิธีการเขียนบางอย่างที่คุณชายคึกฤทธิ์ใช้ในบทความสิ้นเดือนนี้ ซึ่งพอดีตรงกับเดือนเกิดของท่าน และปีนี้ครบ 20 ปีที่การเมืองด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยขาดลวดลายสีสันจากฝีมือปรมาจารย์ ที่หาคนยุคสมัยเดียวกันเทียบได้ยาก
แนวการเขียนแบบหนึ่งที่คุณชายคึกฤทธิ์นิยมใช้ในข้อเขียนทางการเมืองและได้ผลสูง คือแนวการเขียนที่อาจเรียกอย่างรวมๆ ได้ว่า แบบยั่วล้อเสียดสี ซึ่งมีหลายเชิง นับตั้งแต่ ล้อเลียน ทำสิ่งที่ควรจะเคร่งให้กลายเป็นของชวนขัน แขวะ ประชด แดกดัน หยันไปจนถึงเยาะนานๆ ทีจึงมีเขียนด่าออกมาตรงๆ ซึ่งไม่จัดว่าเข้าข่าย แต่ไม่มีที่จะเขียนหยาบหรือหยาบหยาม เพราะนักเขียนฝีมือชั้นครูขนาดนั้นรู้ดีว่า ถ้าเขียนเลยไปถึงขั้นนั้นก็จะทำลายวัตถุประสงค์และสัมฤทธิผลของการยั่วล้อเสียดสีลงไปจนหมดสิ้น
ในไผ่แดง วรรณกรรมที่ท่านเขียนยั่วล้อภัยแดง ปัญญาชนชาวบ้านหัวเอียงซ้ายฝักใฝ่ความคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างแกว่น แก่นกำจร ถูกท่านจับมาล้อเลียนให้เราอ่านแล้วเห็นขำในความพาซื่อของแกว่นที่คิดและพูดอะไรราวกับท่องตามบทที่เขียนขึ้นโดยผู้เป็นเจ้าลัทธินั้น
ดังตอนหนึ่งที่สมภารกร่างกำลังแจกพระเครื่องให้ชาวบ้านไว้อาศัยพุทธคุณป้องกันภัย และหยิบให้แกว่นด้วย คุณชายคึกฤทธิ์เขียนบทให้เขาปราศรัยขึ้นว่า “กำลังโรยยาพิษอยู่ทีเดียวสมภาร!...ธุระอะไรผมจะต้องเอารูปของสิทธารถผู้เป็นชนชั้นศักดินามาไว้กับตัว เมื่อผมกำลังจะต่อสู้กับคนพวกนั้น!” บทที่เขียนให้แกว่นพูดเคร่งอย่างจริงจังนี้กลายเป็นประเด็นขำขึ้นมาทันใด เมื่อคุณชายคึกฤทธิ์ตวัดกลับมายั่วล้อโดยให้สมภารกร่างตอบแกว่นไปว่า “‘อ้าว! แล้วกัน!’ สมภารกร่างพูดอย่างอารมณ์ดีพลางก้มหน้าค้นอะไรในย่าม แล้วก็พูดกับแกว่นว่า ‘อุบ๊ะ! เสียดายจริง! ฉันไม่มีรูปอีตาขรัวสตาลินไว้ให้แกว่นเสียด้วย!’”
การเขียนยั่วล้อเสียดสีในงานของนักเขียนฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างคุณชายคึกฤทธิ์ตั้งใจทำให้พวกถือลัทธิที่เป็นอันตรายต่อระเบียบเดิม หรือชนชั้นนำที่เป็นฝ่ายตรงข้ามดูเป็นตัวตลก พลอยส่งให้การกระทำ นโยบาย หรืออุดมคติของคนพวกนี้กลายเป็นของชวนขัน ไม่เข้าท่า หรือเพ้อ เพื่อลดทอนพลังในการคุกคามลงไป แต่เราก็พบแนวทางเดียวกันนี้ในงานเขียนของฝ่ายเสรีนิยมหรือสังคมนิยมเช่นกัน แต่ด้วยเป้าหมายที่แตกต่างออกไป
ในระหว่างรอให้มีผู้มาศึกษาแนวการเขียนเสียดสียั่วล้อเชิงเปรียบเทียบในกระแสการต่อสู้ทางความคิดในสังคมไทย ขอบันทึกกลวิธีที่คุณชายคึกฤทธิ์ใช้เขียนแนวทางดังกล่าวอย่างสั้นๆ ดังนี้
แม้จะทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นตัวตลก แต่คุณชายคึกฤทธิ์ก็มีน้ำใจพอที่จะไม่เขียนหมิ่นหยามความจริงใจของฝ่ายตรงข้ามจนหมดราคา ในไผ่แดง เมื่อคุณชายเขียนถึงการรักษาความมุ่งมั่นของคนอย่างแกว่นว่า “เราจะต้องสู้ต่อไปโดยมิลดละ เพราะยามราตรีที่มืดที่สุดนั้น คือระยะเวลาก่อนรุ่งอรุณ...ต้องสู้ต่อไป...ข้าจะไม่แพ้” คุณชายไม่ได้ปล่อยสมภารกร่างออกมาหยันจนทำให้ความมุ่งมั่นแบบนี้กลายเป็นเรื่องตลก แต่กลับเขียนอย่างออกจะสมจริงว่า มันเป็นความใฝ่ฝันที่คนอย่างสมภารกร่างไม่รับรู้ และไม่มีทางจะรับรู้
โครงสร้างการเขียนไผ่แดงนั้นตัดสลับการยั่วล้อของสมภารกร่างที่ทำให้เห็นคำพูดและการกระทำของแกว่นกลายเป็นเรื่องชวนขัน กับการเขียนอย่างจริงจังด้วยใจเคารพเมื่อเขียนถึงเสียงของพระประธานในโบสถ์ที่ทักถามความผิดชอบชั่วดีกับสมภารกร่าง
ความฉลาดทางกลวิธีและความเชี่ยวชาญการเมืองด้านวัฒนธรรมของคุณชายคึกฤทธิ์ที่วางโครงสร้างการดำเนินเรื่องไว้ 2 ด้านแบบนี้ จนชวนเชื่อได้ดี อยู่ตรงที่ว่าฝั่งตรงข้ามกับความคิดแบบของแกว่นที่ถูกนำมายั่วล้ออย่างชวนขันนั้น คุณชายคึกฤทธิ์มิได้มายืนเทศน์อยู่กับสมภารกร่าง ซึ่งถูกวาดให้เป็นเพียงพระธรรมดามิได้ถูกต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่ยืนอยู่กับเสียงที่มาจากมโนธรรมสำนึกของปัจเจกบุคคล และตัวความจริงที่เปิดให้ปัจเจกบุคคลค้นพบและเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง อันยากที่จะมีใครปฏิเสธหรือนำมาล้อเลียนกลับคืน
“ทาง” การเขียนของคุณชายคึกฤทธิ์มีประโยชน์ให้เก็บรับบทเรียนต่อไปได้อีกมาก เสียดายคนรุ่นใหม่ไม่น้อยมองข้ามท่านไปแล้ว แต่หลายคนที่เราเห็นเป็นฝ่ายตรงข้าม เรายังพึงเรียนรู้จากเขาได้ แม้จะไม่นึกเคารพเขาเป็นครูของเรา







