
‘พ่อติดกัญชา แม่เล่นไพ่’ ชะตากรรมชีวิต...เด็กข้างถนน
โดย -วิทยา ปะระมะ
โดย -วิทยา ปะระมะ
“ผมถูกพ่อหลอกให้มาขอทาน” เป็นคำพูดเรียบๆ จากปากของเพชร วังหอม อดีตเด็กเร่ร่อนผู้ใช้ชีวิตข้างถนนย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มาเป็นเวลากว่า 3 ปี ซึ่งแม้ว่าสีหน้าแววตาของเขาจะไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา แต่เชื่อว่าประสบการณ์ที่เขาได้รับเป็นสิ่งที่เกินกว่าความรู้สึกนึกคิดที่คนทั่วไปจะคาดถึง
“ตั้งแต่จำความได้ผมอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง พ่อติดกัญชา ส่วนแม่ติดไพ่ พอไม่มีเงินก็ทะเลาะกัน หลายครั้งที่ผมเข้าไปช่วยแม่แล้วโดนเตะตกบ้าน จนสุดท้ายก็ชวนแม่หนีไปอยู่กับตาที่อุดรธานี”
เมื่อ 2 แม่ลูกหันเหไปอยู่แดนอีสาน เขาก็ได้“คนที่เรียกว่าพ่อ” คนใหม่ ส่วนแม่ก็ยังติดไพ่เหมือนเดิม ด้วยความขัดสนเงินทองเขาจึงถูกนำไปฝากให้อยู่วัด กระทั่งวันหนึ่ง คนที่เรียกว่าพ่อคนนั้นก็มาบอกว่า จะย้ายบ้านแล้วพาเขาออกมา รู้ตัวอีกทีเพชรก็กลายเป็นคนขอทานอยู่บนสะพานลอย
เมื่อรู้ว่าโดนหลอกจึงพยายามหนีและต้องรอโอกาสอยู่ 3 เดือน ถึงหนีออกมาได้ เพชรแอบขึ้นรถเมล์อย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายมาลงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพราะเห็นว่ามีสะพานลอยเยอะน่าจะขอทานได้ดี แต่ปรากฏว่าย่านนั้นมีเจ้าถิ่นอยู่ ในช่วงแรกถูกกลั่นแกล้ง ถูกทุบตี จนขอทานไม่ได้ ต้องขอข้าวคนอื่นประทังชีวิต
เร่ร่อน อดอยากและโดนหลอกลวงอยู่ข้างถนนกว่า 3 ปี ถึงได้เจอกับสุรชัย สุขเขียวอ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ที่ใช้เวลาถึง 8 เดือนชักชวนให้มาอยู่ในบ้านและมอบโอกาสครั้งใหม่ จนหลุดพ้นจากวงการนี้มาได้แรงผลักดันที่ทำให้เพชรต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อนเกิดจากปัญหาครอบครัว ซึ่งสอดคล้องงานวิจัยเรื่อง “ถอดบทเรียนช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน : ในกรณีของครูข้างถนนและบ้านพักสำหรับเด็ก” ของทองพูล บัวศรี หรือ ครูจิ๋ว ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ที่สรุปสาเหตุการเกิดเด็กเร่ร่อนไว้ 4-5 ประการ ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจนของครอบครัว ปัญหาจากตัวเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่นมีความต้องการเป็นอิสระไม่อยากอยู่ดี[พ่อแม่ โรงเรียนผลักดันเด็กบางกลุ่มให้ออกจากสถานศึกษาด้วยเหตุผลว่าตัวปัญหา
ประการสำคัญที่สุดคือ ปัญหาครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง แตกแยก ทะเลาะกัน พ่อแม่แยกทางกัน จนเด็กไม่ได้รับความรักและเป็นส่วนเกินของครอบครัวจากงานวิจัยคาดการณ์ว่าปัจจุบันมีเด็กเร่ร่อนกว่า 3 หมื่นคนทั่วประเทศและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่จำนวนครูข้างถนนผู้เข้าไปคลุกคลีเป็นพี่เลี้ยงชีวิตเด็กมีแค่ 150 คนเท่านั้น ขณะที่มีภาระที่หนักอึ้ง สวนทางกับงบประมาณสนับสนุนน้อยมาก ได้เงินเดือนเพียง 7,800 บาท งบสนับสนุนกิจกรรมปีละ 4,000 บาท
ครูข้างถนนจึงต้องอาศัยใจ...ใจและใจเพียงอย่างเดียว ทองพูลเสนอว่า เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มของครอบครัวเด็กเร่ร่อนสูงขึ้นจึงควรมีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาและฝึกอาชีพเพื่อให้เด็กเหล่านี้มีทักษะการหารายได้ เป็นการตัดวงจรก่อนเด็กจะกลายเป็นครอบครัวเร่ร่อน
สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้มีการสร้างระบบการศึกษาคู่ขนานสำหรับเด็กเร่ร่อนโดยเฉพาะ เช่น โรงเรียนอาชีวะศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีคิดของครูและผู้บริหารให้รับเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียน โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงกฎระเบียบด้านอายุ วุฒิการศึกษาหรือเอกสารแสดงตนของราชการ
การปรับระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นจะช่วยพัฒนาทักษะของเด็กเร่ร่อนให้อย่างน้อยก็มีอาชีพติดตัวและสามารถต่อยอดการเรียนถึงระดับปริญญาได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะต้องให้ความสำคัญและเป็นเจ้าภาพในงานนี้
อย่างไรก็ดี ต้องอย่าลืมว่าวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมานี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้องไม่ลืมการสกัดไม่ให้เด็กออกมาอยู่ข้างถนน
ย้อนกลับมาที่เพชร วังหอมอีกครั้ง เขามองว่าครอบครัวก็เหมือนมี 1 ชีวิต แต่มี 3 คนพ่อแม่ลูก เขาชอบคำๆหนึ่งมาก “เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เข้ากับเราได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเราให้เข้ากับคนอื่นได้”
ครอบครัวในความหมายของเพชรก็คือครอบครัวต้องแข็งแรงและอบอุ่นนั่นเอง







