
รธน.ใหม่ไม่สร้างรัฐอำมาตย์
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวานนี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวานนี้ ถือว่ามีความดุเดือดมากที่สุดนับตั้งแต่มีการประชุม เนื่องจาก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญถึง 3 ครั้ง แบ่งเป็น
ครั้งที่ 1 เรื่องกระบวนการบังคับใช้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญให้เป็นรูปธรรม
ครั้งที่ 2 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการด้วยระบบที่มีชื่อเรียกว่า “คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม” ตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 207
ครั้งที่ 3 เรื่องความจำเป็นในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.
ทั้งนี้ คำชี้แจงที่น่าสนใจของบวรศักดิ์อยู่ที่เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคณะกรรมการ เพราะการอภิปรายของสมาชิก สปช.ตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีสมาชิก สปช.จำนวนมากต่างอภิปรายท้วงติงและแสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมกับชี้ให้เห็นว่าระบบคณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นการสร้างรัฐราชการและรัฐอํามาตยาธิปไตย
บวรศักดิ์ อธิบายว่า เป็นข้อเสนอของเอกอัครราชทูตอังกฤษประจําประเทศไทยที่มาพบตนเอง โดยได้บอกว่าในอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ใช้ระบบนี้ ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้นำมาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากไม่ได้เขียนรายละเอียดให้สิ้นกระแสความ จึงทำให้ดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับนายกรัฐมนตรีเลย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วอำนาจเด็ดขาดสูงสุดยังอยู่ที่คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามมาตรา 207
จากนั้นในรายละเอียดประธาน กมธ.ยกร่างฯ มอบหมายให้ “ปรีชา วัชราภัย” รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงเพิ่มเติม โดยระบุว่าไม่ได้เป็นอำมาตยาธิปไตยที่รัฐราชการจะเข้ามาครอบงำ เพราะเมื่อคณะกรรมการมีการดำเนินการแล้วเสร็จจะต้องส่งรายชื่อไปให้นายกฯ จำนวน 3 คนตามหลักสากล ในกรณีนายกฯ เห็นรายชื่อแล้วหากเห็นว่ารายชื่อที่ได้รับมายังไม่ถูกใจเพียงพอ นายกฯ อาจขอให้คณะกรรมการกลับมาทบทวนเพื่อเสนอชื่อขึ้นไปอีกก็ได้
“ระบบที่ทำมาทั้งหมดหวังว่าจะเป็นระบบที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ เพื่อให้ได้คนที่สังคมยอมรับ คงจะดีกว่าระบบที่เป็นอยู่เดิมที่สุดแล้วแต่การพิจารณาของรัฐมนตรี”ปรีชา กล่าว
ส่วนเรื่องการเปิดโอกาสให้สภาสามารถเลือกบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส.มาดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้นั้น ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ได้อธิบายถึงความจำเป็นว่า เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นแผลสดในอดีต เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และ 2557 ต่างเรียกร้องให้มีการให้นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ทั้งที่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากนายกฯ ต้องเป็น สส. จนสุดท้ายการเมืองไม่มีทางออกและนำไปสู่การรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าที่สุดแล้วคนที่จะมาเป็นนายกฯ จะต้องมาจากคนที่เป็น สส. แต่ถ้าไม่เขียนเพื่อเปิดช่องเอาไว้อาจจะเป็นจุดเสี่ยงในอนาคต
“ผมเข้าใจถึงการที่ฝังใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในอดีต แต่ไม่ควรไปฝังใจเฉพาะเหตุการณ์ปี 2535 เพียงอย่างเดียว เพราะต้องนึกถึงเหตุการณ์ 2549 และ 2557 ด้วย ที่สุดท้ายไฟไหม้บ้านเพราะติดล็อก” บวรศักดิ์ สรุป







