posttoday
ฝาก ‘บิ๊กตู่’... ทำสิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์สูงสุด

ฝาก ‘บิ๊กตู่’... ทำสิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์สูงสุด

22 เมษายน 2558

โดย...ไพรัช   วรปาณิ

โดย...ไพรัช   วรปาณิ

“จงทำสิ่งที่มี ให้ได้ประโยชน์มากสุด จงใช้วัตถุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ... โดยการใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด การทำประโยชน์ไม่ให้เหลือเศษ และการนำสิ่งที่ใช้หมดแล้วให้กลับมีประโยชน์ขึ้นใหม่” (ตอนหนึ่งในหนังสือทฤษฎีศูนย์ ZERO THEORY ของ ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์)

 “คลื่นความถี่” เป็นทรัพยากรของชาติที่มีมูลค่ามหาศาล สำหรับนำมาใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีส่วนช่วยพัฒนาบุคลากร องค์กรและประเทศให้มีฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน เช่น จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

ประเทศดังกล่าวข้างต้น ได้อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาประเทศ ล้ำหน้าเราไปทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี  กระทั่งถึง 5G แล้ว แต่ไทยเราเพิ่งจะเริ่มได้ใช้ระบบ 3G ในปีที่แล้ว และมีเป้าหมายจะทำการประมูล 4G ในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ด้วยเหตุผลทางการเมือง (โดยคำสั่ง หน.คสช.ให้เลื่อนการประมูล 4G ไป 1 ปี ครบกำหนดเดือน ก.ค. 2558)

ในที่นี้ ผู้เขียนจะไม่กล่าวซ้ำว่า การประมูล 4G ล่าช้า มีความเสียหายประการใด เพราะมีนักวิชาการได้เสนอรัฐบาลแก้ไขให้เร็วขึ้นไปบ้างแล้ว

 แต่...เหนือสิ่งอื่นใด ด้วยสัญเจตนาอยากจะเสนอให้รัฐบาลได้วิเคราะห์พิจารณาถึงทฤษฎีการใช้วัตถุให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นแนวทางการนำเอาสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาใช้เป็นประประโยชน์สูงสุด
อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐในทันทีถึง 2 หมื่นกว่าล้านบาท  โดยรัฐไม่ต้องลงทุนอะไรเลย!

ทั้งนี้ เพราะรัฐมีอำนาจสามารถสั่งเอาคลื่นความถี่ย่าน 1800 จำนวน 25 MHz ที่ว่างเว้นการใช้ประโยชน์ซึ่งแขวนอยู่ลอยๆ ใน บริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT) มามอบให้ กสทช. ดำเนินการจัดประมูลพร้อมๆ กับการจัดประมูล 4G ที่จะมีขึ้นในไม่นานนี้ รวมแล้ว 2 รายการ สามารถทำเงินรายได้ให้แก่รัฐได้ถึง 5 หมื่นกว่าล้านบาท แบบจับอากาศมาแปลงเป็นเงินสบาย ๆ

 สาเหตุที่ยังมีคลื่นความถี่ย่าน 1800 อีก 25 MHz ว่างอยู่โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์  เนื่องด้วยจากกฎหมายเก่าที่มีหลักคิดว่าให้คลื่นความถี่เป็นระบบสัมปทาน ซึ่ง CAT ได้ให้สัมปทาน Dtac ไปก่อนหน้าจะเกิดแนวคิดวิวัฒนาการสมัยใหม่เพื่อเป็นไปตามหลักสากล  ที่เปลี่ยน “หลักคิด” วิธีการให้เป็นระบบรับใบอนุญาตแทนการสัมปทานด้วยการตรากฎหมายพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ขึ้นแทนกฎหมายเก่า

แต่ทว่า CAT ก็ยังยื้อไม่ยอมคืนแก่ กสทช.โดยอ้างว่ายังมีอายุสัมปทานอยู่ ทั้งๆ ที่ Dtac คู่สัญญาเดิมมีความประสงค์ และยินดีมอบคืนคลื่นความถี่ที่เหลือจากการใช้งาน จำนวน 25 MHz กึ่งหนึ่งของสัมปทานเดิม 50 MHz ให้แก่ CAT เพื่อให้ กสทช.ดำเนินการจัดประมูลใหม่  แต่ทั้งสองหน่วยงานก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยกระทรวง ICT ซึ่งเป็นผู้ดูแลกำกับ CAT ก็มิได้ตัดสินใจดำเนินการตามความประสงค์แต่อย่างใดจนบัดนี้

จะเห็นได้ว่า เมื่อ CAT รับคืนคลื่นความถี่ดังกล่าว จำนวน 25 MHz แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่านำไปใช้เป็นประโยชน์ประการใด ทาง กสทช.จะดำเนินการเรียกคืน ก็ปรากฏว่ามีปัญหาในแง่มุมมองกฎหมายที่ไม่ชัดเจน  จึงยังคาราคาซังแขวนทรัพยากรของชาติมูลค่ามหาศาลไว้บนอากาศอย่างน่าเสียดาย

ผู้หวังดีต่อชาติบ้านเมืองรวมทั้งนักวิชาการผู้คร่ำหวอดในเรื่องนี้ต่างพากันกังขาอยู่ไม่หายว่า เหตุใดจึงไม่ดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดมอบให้แก่สาธารณชนและประเทศชาติเพื่อให้มีเทคโนโลยีสารสนเทศตามทันนานาอารยประเทศ?

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กสทช. ผู้มีหน้าที่ดูแลด้านกิจการโทรคมนาคม ได้ให้ความเห็นว่า เห็นด้วยในการนี้ และพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อเป็นการเสริมสร้างรายได้และสนับสนุนรัฐบาลในการนำรายได้ จำนวน 5 หมื่นกว่าล้าน (จากการประมูลคลื่นความถี่ที่หมดอายุสัมปทาน บวกกับประมูลคลื่น 25 MHz ดังกล่าวนี้ ไปพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ เพราะจากการเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์มา ก็มีความเชื่อว่าการหารายได้เข้ารัฐอาจทำได้ในหลายมิติ โดยเฉพาะการนำเอาคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาประมูลเพื่อให้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมานั้น เป็นสิ่งที่น่าจะกระทำอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งมีความหวังดีต่อบ้านเมือง ได้ประกาศว่า จะใช้อำนาจเด็ดขาด (ม.44) ในทางสร้างสรรค์เพื่อความเจริญของประเทศชาติ  จึงน่าจะพิจารณาใช้มาตรการเด็ดขาดสั่งการให้กระทรวง ICT ดำเนินการให้ทันท่วงที หรืออาศัยอำนาจตาม ม.44 สั่งการให้เกิดผลในทางรูปธรรม ย่อมเป็นประโยชน์ สูงสุด WIN-WIN ทั้งรัฐและราษฎร์ มิใช่หรือ?

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก