posttoday
จีนลุยสร้าง 'ระเบียบโลกใหม่' ผงาดท้าทายโลกตะวันตก

จีนลุยสร้าง 'ระเบียบโลกใหม่' ผงาดท้าทายโลกตะวันตก

21 เมษายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระแสโลกกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด สร้างความสั่นคลอนให้กับระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้ออกแบบไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผงาดขึ้นมาเป็น “มหาอำนาจ” ของจีน

แดนมังกรสามารถก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ และสามารถแปรเปลี่ยนพลังทางเศรษฐกิจกลายเป็นพลังทางการทหารจนก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจของเอเชียในที่สุด

แม้ประชาคมโลกจะไม่ปฏิเสธอิทธิพลของจีนทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองในระดับโลก แต่ในทางกลับกันจีนยังคงมีบทบาทน้อยมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลในองค์การระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ “โครงสร้างทางเศรษฐกิจโลก” ในปัจจุบันอยู่ใต้การครอบงำของโลกตะวันตก ผ่านการควบคุมของ 2 องค์การหลัก คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ สำหรับในเอเชียมีธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของญี่ปุ่นเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุด

แน่นอนว่า มหาอำนาจโลกตะวันตกมองการผงาดของจีนในฐานะคู่แข่งทางอำนาจ และไม่ต้องการแบ่งปันอิทธิพลทางเศรษฐกิจโลกให้แก่จีน รวมถึงมหาอำนาจรายใหม่อื่นๆ อย่าง รัสเซีย อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้

ยืนยันได้จากการที่สภาคองเกรสสหรัฐยังไม่ยอมอนุมัติแผนการปฏิรูปไอเอ็มเอฟ โดยจะลดสัดส่วนการถือหุ้นไอเอ็มเอฟของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้สิทธิในการออกเสียงของสหรัฐน้อยลงตามไปด้วย และเพิ่มบทบาทให้มหาอำนาจรายใหญ่มีบทบาทมากขึ้น

อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันที่ไม่สอดรับกับบทบาทในระเบียบเศรษฐกิจโลกเลยแม้แต่น้อย จึงกลายเป็นเงื่อนไขให้จีนต้องสถาปนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นของตนเอง สำหรับเป็นเครื่องมือในการก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจของโลกอย่างแท้จริง

ขณะนี้จีนเริ่มดำเนินแผนการณ์สร้างเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้วอย่างน้อย 3 โครงการ นับตั้งแต่การก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ความพยายามในการพัฒนาเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเลยุคใหม่ รวมถึงการผลักดันสกุลเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก

ที่ผ่านมา จีนสามารถชักชวนประชาคมโลกเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเอไอไอบีได้แล้วถึง 57 ประเทศ ส่งผลให้ทุนก่อตั้งซึ่งจีนเป็นผู้ให้ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้ขยายตัวจนกลายเป็น 1 แสนล้านเหรีญสหรัฐ

พร้อมกันนี้ จีนกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบด้านเพื่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชียเข้ากับยุโรปผ่านทางรถไฟและท่าเรือ โดยล่าสุดจีนตกลงทำข้อตกลงกับปากีสถานในการก่อสร้างระเบียงเศรษฐกิจเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือกวาดาร์ ทางใต้ของปากีสถานกับภาคตะวันตกของจีน ซึ่งจะเป็นการร้อยรัดเศรษฐกิจจีนกับเอเชียกลางไว้ด้วยกัน

นอกจากนั้น จีนยังเสนอกับไอเอ็มเอฟให้เพิ่มเงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ หากสำเร็จจะเป็นการเพิ่มความสำคัญของสกุลเงินจีนในการชำระหนี้ระหว่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้จีนประสบความสำเร็จในการตั้งศูนย์เคลียริงเฮาส์เงินหยวนในอังกฤษไปแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่การตั้งศูนย์ดังกล่าวนอกทวีปเอเชีย

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระดับโลก 150 ราย โดยนิตยาสารของอีโคโนมิสต์ พบว่า มีบรรษัทข้ามชาติที่ไม่ใช่สัญชาติจีนเกินกว่าครึ่งใช้เงินหยวนในการชำระหนี้นอกประเทศจีน ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐและยุโรปยังนิยมใช้เงินหยวนเป็นอันดับสองสำหรับใช้จ่ายอีกด้วย เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีตลาดขนาดใหญ่ในจีน

อีโคโนมิสต์ยังคาดการณ์ด้วยว่า การใช้เงินหยวนของบรรษัทข้ามชาติที่ไม่ใช่สัญชาติจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

หากการผลักดันของจีนประสบความสำเร็จ โครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ฉบับแดนมังกรจะมีเสาหลักค้ำจุนทั้งในด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการเงิน

แน่นอนว่า มหาอำนาจซีกโลกตะวันตกตระหนักถึงความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของจีนดี เนื่องจากการขยายตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนกำลังท้าทายโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม ซึ่งนำโดยสหรัฐที่สถาปนามานานกว่า 70 ปี

การผงาดของเอไอไอบีกำลังท้าทายอิทธิพลในการกำหนดทิศทางเงินโลกของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ เนื่องจากเอไอไอบีมีกฎในการปล่อยสินเชื่อน้อย และมีข้อจำกัดเกี่ยวกับโครงการพัฒนาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าสถาบันการเงินจากซีกโลกตะวันตกมาก จึงอาจทำให้ผู้กู้หันไปหาเอไอไอบีสำหรับความช่วยเหลือทางการเงินแทน

ขณะที่การพัฒนาความเป็นสากลให้กับเงินหยวนจะเป็นการท้าทายโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกที่หมุนด้วยสกุลเงินเหรียญสหรัฐ

ด้าน เมอร์ซี เอ คูโอ และ แอนเจลลิกา โอ ทัง สองคอลัมนิสต์ของ เดอะ ดิโพลแมท แสดงความเห็นว่า ตามมุมมองของสหรัฐโครงการเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเลของจีน อยู่ในฐานะเครื่องมือในการขยายอำนาจแบบละมุน (ซอฟต์ พาวเวอร์) ในการขยายเส้นขอบฟ้าทางอิทธิพลและเส้นเขตแดนทางภูมิภาคเศรษฐศาสตร์ในเอเชีย

โดยสรุปภาพความเคลื่อนไหวขณะนี้ คือ จีนกำลังสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ของตนเองเพื่อแข่งขันกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของซีกโลกตะวันตกในฐานะ “เจ้าโลกรายเดิม” หากจีนประสบความสำเร็จ พญามังกรตัวนี้จะผงาดอย่างสง่าในฐานะ “เจ้าโลกคนใหม่” ในเสาค้ำจุนที่แข็งแกร่งทั้ง 3 เสา

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก