posttoday
"สมบัติ"ชำแหละ5จุดเสี่ยงร่างรธน.

"สมบัติ"ชำแหละ5จุดเสี่ยงร่างรธน.

21 เมษายน 2558

สมบัติ อภิปราย 5 จุดเสี่ยง ร่างรธน. ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป เอื้อเกิดรัฐบาลผสมไม่ช่วยพัฒนาประเทศ

สมบัติ อภิปราย 5 จุดเสี่ยง ร่างรธน. ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป เอื้อเกิดรัฐบาลผสมไม่ช่วยพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. การประชุมสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้วในวันที่สอง ได้เข้าสู่การอภิปรายในภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่และระบบผู้แทนที่ดี โดยภายหลังจากพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และ นายเจษฎ์ โทณะวณิก กมธ.ยกร่างฯ ได้นำเสนอหลักการและสาระสำคัญต่อสปช. จากนั้นเป็นการอภิปรายของตัวแทนประธานกมธ.ของสปช.

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. อภิปรายว่า การปฏิรูปประเทศและการร่างรัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีการออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ซึ่งสภาพที่เป็นอยู่ของสังคมไทยในขณะนี้มีปัญหาสำคัญ คือ การเกิดความเหลื่อมล้ำสูง มีคนจนจำนวนมากที่ต้องพึ่งพารัฐและนโยบายประชานิยม และนักการเมืองเข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อสิทธิขายเสียง ดังนั้น การออกแบบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญควรต้องเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพสังคมไทย จึงคิดว่าควรให้รัฐธรรมนูญบรรจุเฉพาะหลักการสำคัญเท่านั้น

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏออกมาในเวลานี้ ส่วนตัวคิดว่ามีจุดเสี่ยงอยู่ 5 จุด ประกอบด้วย จุดเสี่ยงที่1 ขาดความสมดุลระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารและอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านการให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับรองในการเสนอกฎหมายการเงินต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเท่ากับว่านายกฯจะมีอำนาจสั่งสภาฯได้ แต่ในทางกลับกันฝ่ายนิติบัญญัติกลับไม่มีอำนาจเสนอกฎหมายการเงิน มีอำนาจเฉพาะการเสนอกฎหมายปกติที่ไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหรนักเท่านั้น เช่นเดียวกับมาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายกฯเสนอกฎหมายที่เป็นนโยบายสำคัญต่อสภาฯ และหากสส.ไม่เสนอญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมง จะมีผลให้กฎหมายดังกล่าวผ่านการเห็นชอบของสภาฯ

"แม้เรื่องนี้จะเป็นหลักการที่ดีแต่อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น หากรัฐบาลในอนาคตอาศัยอำนาจของมาตรานี้เพื่อเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม และรัฐบาลชนะโหวตในสภาฯจะทำอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก"นายสมบัติกล่าว

นายสมบัติ กล่าวว่า จุดเสี่ยงที่2 การออกแบบรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง ความเสี่ยงน่าจะมาจากนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วยผสมมาใช้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลผสม โดยปัญหานี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ทาง ได้แก่ ทางที่1 มีพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับเสียงในสภาฯเกินกึ่งหนึ่งมาเล็กน้อย จะก่อให้เกิดสภาพที่พรรคการเมืองมีอำนาจมาก ตัวอย่างเช่นรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทางที่ 2 ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินกึ่งในสภาฯ แบบนี้จะเกิดสภาพพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางต่อรองกับพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก ก่อให้เกิดระบบโควตาในการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรี ที่สำคัญนโยบายการบริหารประเทศจะขาดความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพ เพราะแต่ละพรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมรัฐบาลต่างต้องการผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองตัวเอง และที่สำคัญเป็นช่องทางที่นำไปสู่การทุจริตเพื่อเป็นปัจจัยสำหรับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป

"เท่าที่ผมศึกษามาไม่มีประเทศไหนที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีรัฐบาลผสมจะสามารถขับเคลื่อนประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางได้สำเร็จ ไม่เห็นสักประเทศ”นายสมบัติ กล่าว

จุดเสี่ยงที่3 การนำหลักการแบ่งแยกอำนาจในระบบประธานาธิบดีมาใช้กับระบบรัฐสภา การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นสส. ทั้งนี้ปรัชญาเดิมมีหลักการที่ต้องให้ฝ่ายบริหารสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับประชาชน จึงจำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นสส. ซึ่งเป็นหลักการที่อยู่ในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดข้อห้ามดังกล่าวเอาไว้ เท่ากับว่าเป็นการขัดกับหลักการที่ต้องให้ฝ่ายบริหารเชื่อมโยงกับประชาชน

จุดเสี่ยงที่4 กลไกตรวจสอบอ่อนแอ โดยเฉพาะการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยใช้ได้ผล โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้การถอดถอนต้องใช้เสียงในรัฐสภาเกินครึ่งหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติคนที่มาเป็นรัฐบาลจะต้องจัดตั้งรัฐบาลด้วยการใช้เสียงมากกว่า 325เสียงจากสส.ทั้งหมด 450 คน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถอดถอน จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นหลักการที่ไม่มีประสิทธิภาพในสภาพสังคมการเมืองไทย

ดังนั้น ควรให้มีกลไกการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ เพราะกลไกการถอดถอนและการเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังไม่เพียงพอ แต่ควรมีมาตรการให้สส.1ใน10ของสภาฯ เข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือรัฐบาลที่ประพฤติมิชอบ โดยให้เชิญอดีตอัยการสูงสุดมาทำหน้าที่ประธานการไต่วน ซึ่งจะต้องไต่สวนด้วยความรวดเร็ว หากผลออกมาพบว่ามีความผิดทางอาญาก็ให้ประธานวุฒิสภาส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณา กลไกจะรวดเร็วการดำเนินการผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ   

จุดเสี่ยงที่5 การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสส. ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้คนที่ไม่ได้เป็นสส.จะเป็นนายกฯได้ก็ต่อเมื่อสภาฯมีมติด้วยเสียง 2ใน3 แต่หากเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯได้ตามเวลาที่รัฐธรรมนูญก็อาจเป็นผลให้คนภายนอกที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นนายกฯได้ ขณะเดียวกัน ระบบนี้จะมีปัญหาสำคัญตรงที่ หากนายกฯคนนอกเลือกคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญห้ามสส.มาเป็นรัฐมนตรี แบบนี้เท่ากับว่าฝ่ายบริหารไม่มีส่วนใดมาเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรงเลย จะเหลือเพียงฝ่ายนิติบัญญัติหลักเดียวเท่านั้นที่เชื่อมโยงกับประชาชน

"กลายเป็นว่าฝ่ายที่ไม่ได้มาจากประชาชนนี่แหละเป็นฝ่ายที่มีอำนาจสูงสุดเลย ตรงนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ในเมื่อรัฐธรรมนูญต้องการให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่ว่าอนุญาตให้คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มันจะขัดแย้งกันอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม หากเห็นว่านายกฯคนนอกเห็นว่ามีความจำเป็น ก็ควรกำหนดหลักการให้ชัดเจนว่าต้องเลือกสส.เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ให้เขียนเรื่องนายกฯคนนอกไว้ในบทเฉพาะกาลแทนพร้อมกับวางเงื่อนไขและความจำเป็น"นายสมบัติ กล่าว

ประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยกับการให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากการตรวจสอบดังกล่าวเป็นลักษณะกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่ได้มีการให้วุฒิสภาลงมติ มีแค่การทำรายงานเสนอให้นายกฯรับทราบเท่านั้น หากจะเอาหลักการนี้มาใช้ก็ควรทำแบบเปิดเผยและต้องให้วุฒิสภาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ เช่นกันกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ เนื่องจากมีอำนาจแค่ประเมินผลการทำงานขององค์กรต่างๆและจัดทำรายงานแจ้งเพื่อทราบเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่าการทำงานทุกอย่างมีต้นทุนมหาศาล หากให้ทำหน้าที่แค่แจ้งเพื่อทราบจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไร จึงควรกำหนดให้ชัดเจนลงไปว่าหากองค์กรใดไม่ผ่านการประเมินจะมีผลตามมาอย่างไรด้วย

ส่วนเรื่ององค์กรอิสระ นายสมบัติ แสดงความคิดเห็นว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมีอำนาจค่อนข้างมาก แต่จากผลการปฏิบัติในอดีตที่ผ่านมาพบว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ควรกำหนดการปฏิบัติและกรอบเวลาให้ชัดเจน จะช่วยให้การทำงานดีขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่เห็นด้วยกับการไม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีอำนาจแจกใบแดง เนื่องจากการให้กกต.มีอำนาจแจกใบแดงจะทำให้ยักษ์มีกระบอง เหมือนกับกกต.ชุดแรกที่เข้ามาทำงานและได้ผลเป็นอย่างมาก จึงคิดว่าควรให้อำนาจนี้แก่กกต.แต่ให้ผู้ถูกใบแดงสามารถยื่นเรื่องคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 7 วัน และให้ผู้ถูกใบแดงมาพิสูจน์ความบริสุทธ์ในชั้นศาล แบบนี้จะช่วยให้การตรวจสอบการทุจริตดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก