posttoday
เอไอไอบีตอบโจทย์เอเชีย ดันจีนเป็นฮับศก.ภูมิภาค

เอไอไอบีตอบโจทย์เอเชีย ดันจีนเป็นฮับศก.ภูมิภาค

20 เมษายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองในเวทีระหว่างประเทศ กำลังแผ่เข้าปกคลุมเอเชียอย่างช้าๆ ท่ามกลางการขับเคี่ยวระหว่างมหาอำนาจเดิมจากซีกโลกตะวันตกอย่างสหรัฐ และพญามังกรจีน มหาอำนาจใหม่ผู้กำลังผงาดขึ้นมาท้าทาย

นับตั้งแต่การผงาดขึ้นมาของจีนจนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก สหรัฐซึ่งถือเป็นมหาอำนาจเก่าในภูมิภาคพยายามทุกวิถีทางที่จะพยายามคานอำนาจและจำกัดการขยายอิทธิพลของจีนในเอเชีย

ล่าสุด ทั้งสองเสือกำลังเข้ามางัดข้อในประเด็นการสถาปนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ โดยแข่งขันกันว่าใครจะเป็นผู้ครองตำแหน่ง “ศูนย์กลางของโครงสร้างทางเศรษฐกิจในภูมิภาค”

สหรัฐพยายามผลักดันความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชีย ผ่านกรอบการเจรจาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์แปซิฟิก (ทีพีพี) โดยจะเป็นกรอบการค้าเสรีที่ทำให้สหรัฐกลายเป็นศูนย์กลางเขตการค้าของมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีการค้าคึกคักที่สุดในโลก รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชียด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลวอชิงตันเร่งผลักดันอย่างหนักเพื่อให้สภาคองเกรสของสหรัฐอนุมัติร่างกฎหมาย ซึ่งให้อำนาจผู้เจรจาในการทำให้สนธิสัญญานั้นเป็นผลได้เลย โดยไม่นำร่างเจรจากลับมาให้สภาคองเกรสเห็นชอบอีก และจนล่าสุดวุฒิสมาชิกสหรัฐยอมอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ฝ่ายเจรจาของสหรัฐจะมีอำนาจในการผลักดันการเจรจาอย่างคล่องตัวมากขึ้น หลังจากการเจรจาดังกล่าวยืดเยื้อจนเลยกำหนดเส้นตายเดิมมาแล้ว

ถึงแม้สหรัฐจะมีภาษีดีกว่าในฐานะมหาอำนาจเดิมในภูมิภาค แถมยังมีพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ผู้พร้อมจะร่วมสร้างกรอบทีพีพีไปด้วยกัน ทว่าหากเทียบกับโครงสร้างของธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) แล้ว ต้องยอมรับว่า ขณะนี้เอไอไอบีมีศักยภาพในการนำจีนสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียมากกว่าสหรัฐ

ต้องยอมรับว่าเอไอไอบีตอบโจทย์การพัฒนาและยังมีโครงสร้างสนับสนุนการร้อยรัดทางเศรษฐกิจของเอเชียได้ดีกว่าเอไอไอบี ทั้งนี้เนื่องจากอุปสรรคหลักที่ขัดขวางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชียและการขนส่งสินค้าไว้ด้วยกัน ไม่ใช่กำแพงทางการค้าอย่างการกำหนดกำแพงภาษี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ด้านการคมนาคมและการสื่อสารที่อ่อนแอ

ยืนยันได้จากการศึกษาของเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) เมื่อปี 2013 พบว่า ความจำเป็นในการลดอุปสรรคด้านห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) มีความจำเป็นในการลดอุปสรรคทางด้านภาษี ซึ่งการลดอุปสรรคด้านซัพพลายเชนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้มากกว่าการลดอุปสรรคทางด้านภาษีถึง 6 เท่า

รายงานของดับเบิ้ลยูอีเอฟยังอ้างด้วยว่า มีความพยายามในหมู่ภาคเอกชนมาราว 10 ปี ในการเรียกร้องให้ภาครัฐเลิกฝังใจกับการผ่อนคลายกำแพงภาษีแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์เฉพาะสินค้าเกษตรหรือสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีต่ำเท่านั้น แล้วหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการลดช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและการสื่อสาร

ในกรณีดังกล่าวต้องยอมรับว่าเอไอไอบีของจีนตอบโจทย์ของเอเชียมากกว่า และจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับไขสู่การร้อยรัดทางเศรษฐกิจในอนาคต

เนื่องจากเอไอไอบีจะเป็นกลไกสำคัญในการนำทุนจากทั่วโลกให้เอเชียใช้ในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยจะปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่อให้กับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เพื่อการลงทุนที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ในทางกลับกัน ทีพีพีกลับเสนอการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไป โดยเน้นไปที่การลดกำแพงการค้าด้านภาษี โดยสำหรับประเทศที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับทีพีพีจะต้องเปิดการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ

ยืนยันได้จากรายงานจากคณะกรรมาธิการด้านการระหว่างประเทศ ระบุว่า ถึงแม้สหรัฐจะสามารถผลักดันการเจรจาทีพีพีจนเป็นรูปเป็นร่างได้ ก็จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินให้กับประเทศสมาชิกได้ 0.5% เท่านั้น

ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีพีพีจะนำมาตรฐานของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองแรงงานเข้ามาสู่เอเชีย ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ในเอเชียที่ยังแก้ไขไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมสถาบันทางเศรษฐกิจที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนศตวรรษที่ 21 ทีพีพีจะไม่ทำไปซึ่งการเปิดประตูการค้าใหม่ๆ

นอกจากนั้น นักวิชาการอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ระบุว่า ทีพีพีจะเป็นการเปิดประตูการค้าให้กับสินค้าจากสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันจะลดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ลง ขณะที่สหรัฐสามารถใช้กฎเกณฑ์การนำเข้าที่เข้มงวดเป็นข้ออ้างในการกีดกันสินค้าได้

นอกจากนี้ เช่นเดียวกันปัจจุบันเอไอไอบีสามารถดึงดูดชาติต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาเป็นสมาชิกก่อตั้งแล้วถึง 57 ประเทศ โดยในจำนวนนี้ยังรวมถึงชาติจากยุโรปที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และอินเดีย แม้แต่ฟิลิปปินส์กับเวียดนามซึ่งกำลังมีข้อพิพาทกับจีนเรื่องเส้นพรมแดนในทะเลจีนใต้ ก็ไม่อาจต้านอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน และเข้าร่วมในฐานะผู้ก่อตั้งด้วยเช่นกัน 

กรณีดังกล่าวทำให้เอไอไอบีซึ่งมีทุนก่อตั้งจากจีน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สามารถขยายตัวจนกลายเป็น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ได้ภายในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งถือเป็นการย้ำถึงภาพอิทธิพลจีนในฐานะผู้นำทางเศรษฐกิจโลกให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น 

จึงไม่น่าแปลกใจว่านักวิเคราะห์ทุกสำนักจะเห็นตรงกันว่า เอไอไอบีกำลังผงาดขึ้นมาเป็นสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลของโลก ท้าทายระบบการเงินของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ธนาคารเพื่อการลงทุนเอเชีย (เอดีบี) ซึ่งถือเป็นสถาบันการเงินภายใต้โครงสร้างแบบตะวันตก ซึ่งมีสหรัฐและญี่ปุ่นเป็นหัวหอกหลัก

ยืนยันได้จากการที่ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเป็นสมาชิกก่อตั้งเอไอไอบี โดยอ้างเหตุผลเรื่องความไม่ไว้ใจในความโปร่งใสและโครงสร้าง

ดังนั้นแล้ว หากเปรียบเทียบสองโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ในเอเชีย จะพบว่าเอไอไอบีของจีนตอบโจทย์การพัฒนาในเอเชียได้ดีกว่าทีพีพีของสหรัฐ และจะเป็นโครงสร้างหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียในศตวรรษที่ 21

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก