posttoday
ตีตรวนบัตรเครดิต คุ้มครองลูกหนี้

ตีตรวนบัตรเครดิต คุ้มครองลูกหนี้

24 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

 

เงื้อง่ามานาน ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ....ตามที่กระทรวงการคลังและกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันยกร่าง

โดยความเป็นไปได้คือหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง ดอกเบี้ยในระบบลดลง ดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็ไม่ควรจะสูงโด่งกว่าคนอื่น

กฎหมายฉบับใหม่จะมีความชัดเจนกรณีที่ลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตหลายรายเคยประสบปัญหาจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เก็บค่าธรรมเนียมโหด หรือนำข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรโทรศัพท์ไปขายให้กับนักขายทั้งหลาย โดยเฉพาะธุรกิจประกันชีวิต ที่ชื่นชอบวิธีการขายประกันผ่านทางโทรศัพท์ สร้างความรำคาญไปทั่ว

“กฎหมายนี้ถือว่าเป็นการสร้างมาตรฐานในการกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิตที่เป็นธรรม” นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าว

โดยจากนี้จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งหากทำได้เร็วก็จะเสนอสภาผู้แทนราษฎรได้ทันสมัยการประชุมหน้า

นายกรณ์ ระบุว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตอยู่แล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินหรือไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) จะต้องมารายงานตัวต่อกระทรวงการคลัง เพื่อขอใบอนุญาตใหม่ ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ก็สามารถขออนุญาตได้เช่นกัน

“ร่างกฎหมายไม่ได้มีการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่เป็นการมอบอำนาจให้ ธปท.ไปกำหนดตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงจังหวะ” รมว.คลัง ระบุ

กฎหมายฉบับนี้ยังจะคุ้มครองผู้ถือบัตรไม่ให้ผู้อื่นนำข้อมูลของผู้ถือบัตรไปใช้โดยฉ้อฉล ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตจะต้องรักษาข้อมูลลูกค้า “ห้ามเล่นแร่แปรธาตุ” ขายข้อมูล ขายเบอร์โทรศัพท์เหมือนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

เรื่องนี้ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง เบอร์โทรศัพท์แปลกๆ ที่โทร.เข้ามาขายประกันหรือขายสินค้า ล้วนแล้วแต่สร้างความสงสัยให้กับเจ้าของเบอร์ซึ่งก็คือลูกค้า ที่จับมือใครดมไม่ได้ว่าต้นตอการให้ข้อมูล ให้เบอร์โทรศัพท์นั้นมาจากใคร

ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ ปลายสายจากผู้ขายจะรู้ข้อมูลทุกอย่าง รู้กระทั่งว่าถือบัตรเครดิตสถาบันการเงินใดและถือกี่ใบ

การเปิดฉากเริ่มต้นสนทนาจึงจงใจที่จะขายสินค้าผ่านบัตรเครดิตให้ได้แบบปิดการขายในทันที

ส่วนสาระสำคัญที่นอกเหนือจากเรื่องการดูแลข้อมูลลูกค้าแล้วนั้น ยังมีการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรมีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ถือบัตรเกี่ยวกับการทุจริต และห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจเรียกเก็บเงินก่อนวันครบกำหนดชำระตามสัญญา

รวมทั้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดรายละเอียดในการคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการ

การกำหนดรูปแบบของเอกสารชี้ชวน สัญญาบัตรเครดิต หลักเกณฑ์การรับเรื่องราวร้องทุกข์ของลูกค้า และการรักษาความลับของลูกค้า

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นด้วยที่รัฐบาลจะออกกฎหมายฉบับนี้ เป็นสิ่งที่สถาบันการเงินพึงปฏิบัติตาม และทำธุรกิจโดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม โดยไม่ควรกล่าวโทษกฎหมาย หรือมองเป็นเงื่อนไขให้ทำธุรกิจยากขึ้น

“กฎหมายคือ สิ่งที่ทุกคนต้องทำให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ไม่ควรมีเงื่อนไขมองเป็นเรื่องน่ารำคาญ หรือให้เกิดผลลบต่อธุรกิจ กฎหมายฉบับนี้น่าจะดีต่อตัวธุรกิจเองและตัวลูกค้าด้วย อย่างน้อยทำให้ลูกค้าสบายใจ ส่วนเหมาะสมไม่เหมาะสมอย่างไรในรายละเอียดก็ยังคุยกันได้อีก เพราะยังเป็นเพียงร่าง ตอนนี้ก็มีตัวแทนสถาบันการเงินเข้าร่วมพูดคุยกันแล้ว” นายรุ่งเรือง กล่าว

ผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ยืนยันว่า ธนาคารไม่เคยขายข้อมูลลูกค้าบัตรเครดิต รวมทั้งต่อต้านบริษัทที่คิดจะขอซื้อข้อมูล เพราะเป็นการทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ธนาคารต้องคิดถึงผลระยะยาว

การทำธุรกิจบัตรเครดิตทุกวันนี้ระมัดระวังเรื่องข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว ธนาคารแต่ละแห่งจะมีกติกากันภายใน อย่างธนาคารไทยพาณิชย์จะพิจารณาความเหมาะสม หากต้องขายสินค้าข้ามผลิตภัณฑ์ในรูปแบบติดต่อผ่านทางโทรศัพท์

สำหรับกรอบของธนาคารไทยพาณิชย์ในการปฏิบัติกับลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต และสามารถขายผลิตภัณฑ์ผ่านทางโทรศัพท์ จะมีเงื่อนไขเรื่องความถี่ในการติดต่อ เช่น ห้ามโทรศัพท์หาลูกค้าภายในระยะเวลากี่เดือน

ส่วนขั้นตอนการติดต่อจะมีหลายระดับ เช่น โทรศัพท์ ส่งอีเมล หรือส่งแผ่นพับทางจดหมาย

นายรุ่งเรือง บอกว่า ทุกขั้นตอนต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพราะลูกค้าแต่ละรายจะมีพฤติกรรม ลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน บางคนรำคาญไม่ชอบรับโทรศัพท์ที่มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่บางคนก็ตำหนิธนาคารที่ไม่โทรศัพท์อัพเดต หากมีโปรโมชันผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ฉะนั้นการใช้ข้อมูลลูกค้าบัตรเครดิตเพื่อขายข้ามผลิตภัณฑ์ ต้องอยู่ในระดับเหมาะสม และเชื่อว่าทุกธนาคารก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว

ปัจจุบันธนาคารมีจำนวนบัตรเครดิตทั้งสิ้น 1.7 ล้านบัตร หากลูกค้ารายใดไม่ต้องการให้ธนาคารติดต่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางโทรศัพท์ สามารถโทรศัพท์มาบอกธนาคารได้ โดยข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ จากนั้นจะไม่มีการติดต่อกลับไปหาลูกค้ารายนั้นอีก เป็นอีกแนวทางที่ลูกค้าขี้รำคาญเลือกได้

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า แม้กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเรื่องดีต่อผู้บริโภค แต่รัฐบาลอาจมองเหรียญด้านเดียว เพราะอีกด้านหนึ่งข้อมูลลูกค้าที่รั่วไหลไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเพียงธุรกิจเดียว

ทุกวันนี้ธุรกิจบริการแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล โรงแรม และร้านอาหาร ล้วนแล้วแต่มีฐานข้อมูลลูกค้าแทบทั้งสิ้น และบางธุรกิจอาจเห็นข้อมูลลูกค้าละเอียดกว่าข้อมูลจากบัตรเครดิตด้วยซ้ำ

“การให้เบอร์โทรศัพท์โดยลูกค้าเอง บางครั้งก็ให้โดยตั้งใจ เช่น จองโต๊ะอาหาร เข้ารักษาพยาบาล จองห้องพักโรงแรม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการทั้งสิ้น แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าธุรกิจบริการเหล่านี้มีการดูแลข้อมูลลูกค้าอย่างไร เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่มีหน่วยงานควบคุม ไม่เหมือนธุรกิจบัตรเครดิตที่มี ธปท. และกระทรวงการคลังควบคุม เรื่องเหล่านี้รัฐบาลอาจมองมุมเดียว ทั้งที่การรั่วไหลข้อมูลของลูกค้าในปัจจุบัน หลายช่องทางมาก” แหล่งข่าวเปิดเผย

ในยุคที่ความลับของลูกค้าแทบไม่มีอีกต่อไป การร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างน้อยก็สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ถือบัตรเครดิตหลายสิบล้านคน แต่สิ่งที่น่าติดตาม หากกฎหมายบังคับใช้จริง การตรวจจับพฤติกรรมสถาบันการเงินที่ยังทำตัวนอกลู่นอกทาง ขายข้อมูลลูกค้า นำข้อมูลลูกค้าไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจโดยที่ลูกค้าไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน จะทำได้มากน้อยเพียงใด

ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้จะมีบทลงโทษผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตหนักเบาอย่างไร เพื่อที่จะไม่เป็นเพียง “เขียนเสือ ให้วัวกลัว”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก