posttoday
ผวาหุ้นจีนพุ่งแรงจัด เสี่ยงภาวะฟองสบู่

ผวาหุ้นจีนพุ่งแรงจัด เสี่ยงภาวะฟองสบู่

17 เมษายน 2558

พุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่สำหรับความเคลื่อนไหวภายในตลาดหลักทรัพย์ของจีน โดยเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปิดตลาดปรับขึ้นอีก 2.7% ที่ 4,194.82 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี

พุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่สำหรับความเคลื่อนไหวภายในตลาดหลักทรัพย์ของจีน โดยเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปิดตลาดปรับขึ้นอีก 2.7% ที่ 4,194.82 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี

ทำให้นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2014 ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต พุ่งขึ้นถึง 78% และยังเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกที่ดัชนีดังกล่าวซื้อขายเกินระดับ 4,000 จุด

หากมองเผินๆ ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นข้างต้นดูเหมือนจะเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนกับบรรดานักลงทุนต่างชาติทั่วโลกที่จะมีอีกหนึ่งช่องทางในการหารายได้ทำกำไร

อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับมีมุมมองต่อสถานการณ์ดังกล่าวที่ต่างออกไป โดยมองว่าเป็นเรื่องอันตรายที่น่าวิตกกังวลมากกว่าน่ายินดี ทั้งยังเสี่ยงเผชิญกับสภาวะฟองสบู่ครั้งใหญ่

เพราะการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดจีนครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นอย่างผิดปกติ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่การขยายตัวกำลังชะลอตัว โดยทางการจีนเพิ่งเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จีน ประจำไตรมาสแรกของปี 2015 ซึ่งพบว่าขยายตัวเพียง 7% ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2009 ดังนั้น ตลาดหุ้นจีนปัจจุบันไม่ได้ปรับขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ

ขณะที่สิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนพุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นผลงานจากนโยบายหรือแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และฝีมือของนักลงทุนที่เข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นจีนเพื่อกอบโกยผลกำไรมากกว่า

ด้วยความร้อนแรงที่มีที่มาที่ไปข้างต้น จึงเป็นเหตุให้ แอนคูร์ พาเทล หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนแห่ง อาร์-สแควร์ มาโคร แมเนจเมนต์ เห็นว่าตลาดหุ้นจีนกำลังเจอกับภาวะฟองสบู่แน่นอน

ดังนั้น แทนที่จะกระโดดเข้าไปหากำไรจากตลาดหุ้นจีนที่กำลังพุ่งขึ้นในขณะนี้ พาเทล กลับแนะนำชัดเจนว่านักลงทุนทั้งหลาย โดยเฉพาะเหล่านักลงทุนรายย่อยควรลงทุนในตลาดจีนด้วยความระมัดระวัง หรือหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลจากตลาดหุ้นจีนในช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด

ขณะที่ ปีเตอร์ นาวาร์โร ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ถึงกับออกโรงเตือนนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ควรนำเงินเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนโดยเด็ดขาด

“หนึ่งในปัญหาที่สำคัญของภาวะฟองสบู่ ก็คือเมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนพยายามจะเก็งกำไร ฟองสบู่เหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวอย่างไร้เหตุผล จนนักลงทุนต้องเหน็ดเหนื่อยและขาดทุนได้ง่าย” พาเทล สรุป

สำหรับเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้นักวิเคราะห์มองเห็นสัญญาณภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีน มีอยู่ด้วยกัน 2 ปัจจัย ก็คือ 1) นักลงทุนในตลาดหุ้นจีนลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากกว่าลงทุนเพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารจัดการเงินของตนเอง และ 2) แนวโน้มสภาพคล่องล้นระบบ เพราะธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) มีแนวโน้มจะออกมาตรการกระตุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจดิ่งแรง (ฮาร์ดแลนดิ้ง)

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า พฤติกรรมของชาวจีนที่ลงทุนในตลาดหุ้นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นการลงทุนเพื่อกอบโกยเป็นหลัก โดยนักลงทุนชาวจีนส่วนใหญ่มองว่าการเล่นหุ้นคล้ายกับการเล่นพนันที่ต้องเก็งต้องเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทน

พฤติกรรมข้างต้น ยืนยันได้จากผลสำรวจของศูนย์สเตทสตรีทเพื่อการวิจัยประยุกต์ของสหรัฐ ซึ่งสำรวจพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ที่พบว่า 81% ของนักลงทุนชาวจีนซื้อขายหุ้นอย่างน้อยเดือนละครั้ง ขณะที่ตัวเลขของสหรัฐอยู่ที่ 53% และของฝรั่งเศสอยู่ที่เพียง 32%

ทั้งนี้ ตัวเลขการซื้อขายดังกล่าวหมายความว่า นักลงทุนมีการซื้อขายบ่อยมากน้อยเพียงใด โดยหากยิ่งบ่อยมากถึงขั้นซื้อขายวันละหลายครั้งย่อมหมายว่า นักลงทุนชาตินั้นๆ กำลังเก็งกำไรในตลาดหุ้น ขณะที่หากนานๆ จะซื้อขายสักครั้งหนึ่งก็หมายความว่า นักลงทุนนั้นๆ ลงทุนในตลาดหุ้นในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการเงินสำหรับวัยเกษียณของตนเองเป็นหลัก

อัลเบิร์ต เบรนเนอร์ ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์จัดสรรสินทรัพย์แห่งพีเพิลส์ ยูไนเต็ด เวลธ์ แมเนจเมนต์ ระบุว่า หลังจากความนิยมลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนลดความร้อนแรงลง นักลงทุนชาวจีนส่วนใหญ่ก็เริ่มหันหน้าเข้าหาตลาดหุ้นกันมากขึ้น ยืนยันได้จากตัวเลขการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนชาวจีนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่สูงถึง 4.8 ล้านบัญชี ขณะที่ในช่วงต้นเดือน เม.ย.มีบัญชีเปิดใหม่แล้วกว่า 1 ล้านบัญชี

ขณะเดียวกัน สัญญาณการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจีนไม่ได้เกิดขึ้นจากนักลงทุนชาวจีนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของกองทุนรวมหุ้นและดัชนี (อีทีเอฟ) หนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดที่นักลงทุนสหรัฐจะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน ที่พบว่ามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยดัชนีไอแชร์ส เอ็มเอสซีไอ ไชน่า อีทีเอฟ (เอ็มซีเอชไอ) และเอสพีดีอาร์ เอสแอนด์พี ไชน่า อีทีเอฟ (จีเอ็กซ์ซ) ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เรียบร้อยแล้ว

เรียกได้ว่า อาการที่นักลงทุนแห่ลงทุนในตลาดหุ้นจีนล้วนมุ่งเป้าเพื่อการเก็งกำไรโกยรายได้เข้ากระเป๋าทั้งสิ้น

ในส่วนของปัจจัยที่สองที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ ก็คือความคาดหวังที่ธนาคารกลางจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ จนอาจส่งผลต่อสภาพคล่องล้นระบบ

ดังที่ได้ประจักษ์แล้วว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน นักวิเคราะห์และนักลงทุนจึงพากันคาดหวังว่าจีนน่าจะออกมาตรการกระตุ้นด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนึ่งในหนทางสำคัญเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ

อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องดังกล่าวก็ยังเสี่ยงทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำถือเป็นต้นทุนราคาถูกที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นกันมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ แม้นักลงทุนส่วนหนึ่งจะมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนตัดสินว่าตลาดหุ้นจีนเกิดภาวะฟองสบู่ เพราะหากเศรษฐกิจจีนในไตรมาสต่อๆ ไป สามารถฟื้นขึ้นมาได้ จีนย่อมสามารถเลี่ยงภาวะฟองสบู่ได้แน่นอน

กระนั้น ภายใต้สัญญาณความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ ทั้งพฤติกรรมเก็งกำไรของนักลงทุน และแนวโน้มที่จีนอาจต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อเลี่ยงฮาร์ดแลนดิ้ง ภาวะฟองสบู่ตลาดหุ้นจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตามองและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เพราะหากรุนแรงหนักถึงขั้นฟองสบู่แตก ด้วยขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างแดนมังกร ย่อมส่งผลให้เจ็บตัวทั่วหน้ากันได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน