posttoday
เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

23 มิถุนายน 2553

...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ได้เห็นบทความเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในเมืองไทย และมีรูปของภาพยนตร์เรื่อง “เซี่ยงไฮ้” ที่นำแสดงโดย จอห์น คูแซ็ก กงลี่ และโจวเหวินฟะ ว่าเป็นการถ่ายทำที่สตูดิโอมูนสตาร์ในกรุงเทพฯ ทำให้อดหันมาเขียนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกไม่ได้

ที่จริงเคยเขียนเรื่องเมืองไทยเมืองสร้างสรรค์ (Creative Thailand) ไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคอลัมน์นี้เปิดใหม่ๆ แต่เป็นการพูดถึงนโยบายและคำมั่นที่รัฐบาลได้ให้ไว้ โดยไม่ได้ลงงานสร้างสรรค์เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ครั้งนี้จึงขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องภาพยนตร์ ซึ่งเป็นงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เรื่องหนึ่ง

งานเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นมีขอบเขตกว้าง แบ่งได้หลายแบบ และมีหลายคำจำกัดความเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ผู้เขียนจะขอใช้ขอบเขตตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติใช้ ซึ่งก็เป็นขอบเขตเดียวกับที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาใช้ และเป็นขอบเขตที่เป็นพื้นฐานที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ถึง 12 ข้อ ตั้งแต่การวางระบบ การพัฒนาคน การสร้างความตระหนักและส่งเสริมการเรียนรู้ของสังคม และการส่งเสริมสนับสนุนภาคธุรกิจ แต่เท่าที่ติดตามข่าวคราวว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ก็ค่อนข้างจะเน้นไปในส่วนเดียวคือ การสร้างความตระหนักและส่งเสริมการเรียนรู้ของสังคม เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการจัดงานในลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วอาจจะหายไปเหมือนไฟไหม้ฟางได้

จึงเห็นว่าน่าจะหยิบยกเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาพิจารณา เพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และคงอยู่

การแบ่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามที่กล่าวข้างต้นจะได้ 5 สาขา คือ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ศิลปะ สื่อ งานสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน โดยแต่ละแขนงก็มีแยกย่อยออกไปอีก กล่าวคือ

สาขาภาพยนตร์จึงเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพสูง คนไทยมีความสามารถทำงานทั้งทางด้าน Pre และ Post Production เรียกกันได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของผู้สร้างภาพยนตร์หลายประเทศ โดยเฉพาะเมื่อผู้สร้างภาพยนตร์สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ประมาณร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับการทำการตัดต่อ ฯลฯ ในประเทศ เช่น สหรัฐ

ไม่ใช่แต่ค่าการตัดต่อที่เป็น Post Production แต่อันที่จริงแล้วต้นทุนการถ่ายทำทั้งหมด ค่าที่พัก แต่งหน้า จิปาถะ รวมแล้วก็ถูกกว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐหรือยุโรปถึง 3 เท่าตัว ที่สำคัญผู้สร้างก็เข้ามาในประเทศไทยพร้อมดาราแสดงและลูกทีมอีกไม่กี่คน ชนิดที่เรียกได้ว่าเข้ามาแต่ตัวได้เลย เพราะในไทยมีอุปกรณ์พร้อมสำหรับการสร้างภาพยนตร์ขนาดใหญ่ เป็นอุปกรณ์ทันสมัย มีแม้แต่รถที่พัก รถใส่เสื้อผ้า ผู้ร่วมงานของฝ่ายไทยที่มีคุณภาพ ช่างแต่งหน้ามีฝีมือ แถมคนไทยเป็นคนง่ายๆ สนุกสนาน ส่วนเรื่องสถานที่ถ่ายทำ ความสวยงามตามธรรมชาติ และสตูดิโอไม่ต้องพูดถึง ดูตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องเซี่ยงไฮ้ ที่สามารถเนรมิตสตูดิโอมูนสตาร์เป็นยุคก่อนและช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างไม่มีที่ติ

อันที่จริงไม่ใช่แต่ผู้สร้างภาพยนตร์ของฮอลลีวูดหรือยุโรปเท่านั้นที่มองเห็นด้านดีของไทย แม้แต่ผู้สร้างภาพยนตร์บอลลีวูดก็นิยมเข้ามาถ่ายทำในไทยด้วย และเป็นที่ที่ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์นานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่สมัยภาพยนตร์เจมส์บอนด์ หรือ 007 ที่รุ่นพ่อแม่ ลุง ป้า รู้จักกันดี คงไม่ใช่รุ่นพี่ๆ แน่ แม้แต่จะเรียกว่า น้า อา ผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจ แต่ที่เริ่มจะมาฮิตติดอันดับจริงๆ ก็น่าจะเริ่มจากเรื่อง The Beach ที่มีหนุ่มน้อยแสดงนำแล้วยังมี Stallone’s ที่เป็นภาคภาคหนึ่งของแรมโบ้ และอื่นๆ ตามมา รวมทั้งภาพยนตร์สารคดี มิวสิก วิดีโอ ฯลฯ

การพูดกันปากต่อปากถึงคุณภาพของคน อุปกรณ์ สถานที่ ความสวยงาม และที่สำคัญความคุ้มทุน ทำให้ปีที่แล้วไทยมีรายได้จากเรื่องนี้ถึงประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท จากการถ่ายทำเกือบ 500 เรื่อง

การเข้ามาเช่นนี้ แน่นอนว่ามีส่วนกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างมาก รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมาร่วมกันพิจารณา จัดทำ Checklist ให้ดีว่าจะช่วยอย่างไรให้เป็นรูปธรรม คงอยู่ (Sustainable) และตกถึงมือคนไทยจริงๆ เช่น

1.ถ้าเป็นรูปการจูงใจทางภาษีอากร ควรหรือไม่ ควรให้แก่ใคร เพราะบางประเทศมีการจูงใจด้วยภาษี แต่กรณีที่เขามาประเทศไทยนั้น เขาบอกอยู่แล้วว่ามาเพราะมันถูก พูดง่ายๆ ของดีราคาถูก ดังนั้นถ้าจะใช้ภาษีเป็นสิ่งจูงใจ ประโยชน์นั้นควรตกแก่ใคร ควรเป็นโรงถ่ายภาพยนตร์ที่เป็นของคนไทยหรือไม่

2.ควรมีการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติไหม เพราะไม่ใช่จะเป็นประโยชน์แต่การถ่ายภาพยนตร์อย่างเดียว แต่เป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวโดยทั่วไป และเป็นมรดกที่จะตกไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานด้วย

3.ธุรกิจที่เรียกว่า OneStop Service คือทำตั้งแต่ การขออนุญาต การจัดหาสถานที่ การวางแผน การให้บริการด้านโลจิสติกส์ การขอวีซ่า การนำเข้าเครื่องมือ การหาที่พักอาศัย งานห้องแล็บ ไปจนถึงการตัดต่อ เรียบเรียงภาพ พูดง่ายๆ ตั้งแต่การประสานงาน วางแผน ขออนุญาตเข้าเมือง นำอุปกรณ์ที่จำเป็นเข้ามา จนถึงส่งทุกคนกลับ ซึ่งอันที่จริงมีบริษัทที่ดำเนินการอยู่แล้ว ทำอย่างไรจะให้บริษัทที่เป็นของคนไทยจริงๆ เข้ามาในพื้นที่ตรงนี้มากขึ้น แรงจูงใจทางภาษีอากรช่วยได้ไหม การฝึกอบรม ดูงานโดยการสนับสนุนของรัฐจะเป็นแรงส่งที่สำคัญประการหนึ่ง

และสุดท้าย ที่สำคัญคือหน่วยงานที่รับผิดชอบการท่องเที่ยว ในฐานะดูแลเรื่องท่องเที่ยว กรมทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะดูแลลิขสิทธิ์ กระทรวงวัฒนธรรมที่เป็นผู้อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ หรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศที่ดูแลเรื่องการทำวีซ่าเข้าประเทศ คงต้องตกลงกันว่าใครจะรับผิดชอบกันแน่ หรือจะให้หน่วยงานกลางที่จะเข้ามาดูแลเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และจะตั้งที่สำนักนายกฯ เป็นผู้ดูแล แต่ถ้าจะให้เป็นหน่วยงานใหม่ดังกล่าวก็ช่วยดูว่าเขาทำอะไรกันไปแล้ว ควรต่อยอดอย่างไร เพราะมีหลายฝ่ายเขาทำกันมามากแล้ว จะได้เร็วขึ้นและเป็นรูปธรรมเสียที อย่าต้องมาเริ่มต้นกันใหม่หรือมัวแต่จัดอีเวนต์ (Event) อีกรรมอยู่เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ