posttoday
เพิ่มผลผลิต คือ เพิ่มรายได้

เพิ่มผลผลิต คือ เพิ่มรายได้

09 เมษายน 2558

โดย...มนตรี ศรไพศาล [email protected]

โดย...มนตรี ศรไพศาล [email protected]

หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ผมได้เขียนหนังสือ “ร่วมกันคิด กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย” มีบทเรียนหลายบทเรียนที่ผมคิดว่า เป็นประโยชน์กับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เป็นเหมือน “วิกฤตเล็กๆ” ของประเทศเช่นกันหลายครั้งที่เราอยากเห็นประชาชนมีรายได้ เพราะจะเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

แต่ “รายได้” จะมาจาก “การผลิต” เพราะ “การผลิต” เป็น “หน้าที่” และ “ความหมาย” ของชีวิต

เราลองสังเกตข้อมูลประกอบจากสถิติประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนี้

เราจะได้บทเรียนหลายประการ ดังนี้

1.ประเทศส่วนใหญ่ ที่รายได้สูง เพราะมีผลผลิตสูง เช่น สิงคโปร์มีรายได้เกือบ 10 เท่าของเรา สหรัฐอเมริกา 9 เท่า ญี่ปุ่น 7 เท่า ฮ่องกง 7 เท่า เกาหลีใต้ 5 เท่า ไต้หวัน 4 เท่า มาเลเซีย 2 เท่า จีนมากกว่าเราประมาณ 23%

มีการวิเคราะห์ตามแนวการลงทุนว่า

ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากร =

% คนทำงาน x จำนวนชั่วโมงทำงานเฉลี่ย x ค่าของงานต่อชั่วโมง x 365

แสดงว่าเราเพิ่มรายได้ได้ โดย 1) เพิ่มคนทำงาน 2) ทำงานมากชั่วโมงขึ้น 3) ทำงานที่มีค่ามากขึ้น

2.ประเทศส่วนใหญ่ ที่รายได้ต่ำ เพราะมีผลผลิตต่ำ มักทำงานเฉพาะเกษตรกรรมมาก เช่น อินโดนีเซียมีรายได้ประมาณ 62% ของไทย ฟิลิปปินส์ครึ่งหนึ่งของไทย เวียดนาม 1/3 ลาว อินเดีย พม่าประมาณ 1/4 ของไทย พม่า เขมร 1/5 ของไทย เกาหลีเหนือ 1/10 ของไทย ส่วนใหญ่ประเทศที่ฐานะรายได้น้อย จะมีประชากรชนบทมากกว่า

นั่นหมายความว่าในการบริหารประเทศนั้น ควร “ช่วยเกษตรกร” ด้วยการเพิ่มงาน เพิ่มผลผลิต เพราะงานเกษตรกรรม เป็นงานตามฤดูกาล ทำงาน “หนักมาก” แต่เป็นช่วงๆ

การช่วยเหลือของชาติจึงควรเป็นการช่วยเหลือโดย “สร้างงาน” เพิ่มงานเสริม หรืออาจสนับสนุนให้มีกิจการขนาดเล็กขนาดย่อม และค่อยๆ เติบโต ให้เป็นการค้า การบริการ สร้างให้เป็น “ชนชั้นกลาง” มากขึ้น สนับสนุนให้กิจการขนาดเล็กขนาดย่อมอยู่ได้และแข็งแรง

และอย่าได้มีการสร้างความแตกแยกว่า หากช่วย “ชนชั้นกลาง” ก็แปลว่า “ไม่ช่วยเกษตรกร” เพราะการช่วยเกษตรกรแต่เพียงให้อยู่ในอาชีพเกษตรกร จะไม่ได้ผลผลิตเพิ่ม แต่น่าจะช่วยให้คนมีทางเลือกมากขึ้น

ผู้ที่มีทางเลือกอื่น เช่น เป็นช่าง เป็นพนักงาน เป็นผู้ให้บริการดูแลการท่องเที่ยว ฯลฯ ก็เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้

ผู้ที่เป็นเกษตรกรยังได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ผลิตสินค้าดีขึ้น ผลผลิตมากขึ้น ถูกใจตลาดมากขึ้น หรือหันไปพัฒนาสินค้าที่แข่งขันน้อย ราคาดี อย่างข้าว เราอาจบอกว่าได้ตันละ 1-1.5 หมื่นบาท คือ กิโลกรัมละ 10-15 บาทต่ำไป แต่ก็น่าคิดว่าหันไปปลูกกล้วย มะม่วง ทุเรียน หรือ แอปเปิ้ลได้ไหม? แอปเปิ้ลอร่อยๆ ของญี่ปุ่นนี่ กิโลกรัมละ 200 บาททีเดียว

3.ประเทศที่ก้าวหน้า บริหารเศรษฐกิจที่ให้ได้ผลดี “ตามกลไกตลาด” เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ มีรายได้ต่างกันถึง 45 เท่า เพราะเกาหลีใต้บริหารเศรษฐกิจ ตามกลไกตลาด ทรัพยากรบุคคลได้รับการพัฒนาให้ทำงานที่มีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ มีคุณค่า แต่เกาหลีเหนือบริหารงานอย่างคอมมิวนิสต์ ยกเป้าหมายสำคัญ คือ“สร้างความเท่าเทียมกัน” ไม่สนับสนุนคนรวย มุ่งช่วยคนจน ผลคือ จนเหมือนกันหมด เพราะมุ่งช่วยคนจน จนกลายเป็น มุ่งช่วยคน “ให้” จนต่อไป

ผมเชื่อว่า เราร่วมกันคิดกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทยได้ อย่างน้อยด้วยหลักการ

...มองโลกในแง่ดีให้เป็นนิจ

...มองชีวิตทำงานให้สดใส

...สร้างทีมงานด้วยรักและพลังใจ

...ปลูกฝังคนไทยให้คิดสร้างสรรค์ดันไทยเจริญ

ขอร่วมคิดให้เราคนไทยทุกคนจะร่วมกันฟื้นเศรษฐกิจด้วยกันอย่างแข็งแกร่งยั่งยืนครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก