posttoday
น้ำมันจ่อดิ่งยาว ซับพลายยังล้นโลก

น้ำมันจ่อดิ่งยาว ซับพลายยังล้นโลก

09 เมษายน 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ท่ามกลางห่วงกระแสของราคาน้ำมันขาลงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่าครึ่งปี ล่าสุดสถานการณ์หลายประการกำลังบ่งชี้ว่า ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดราคาน้ำมันขาลงแล้ว ภายหลังจากการขยายตัวของกลุ่มกบฏฮูธีในเยเมนและการปรับขึ้นราคาส่งออกน้ำมันไปเอเชียของซาอุดิอาระเบีย 

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุขึ้นที่เยเมนในขณะนี้ ระหว่างกลุ่มกบฏฮูธีกับฝ่ายกองกำลังที่จงรักภักดีกับประธานาธิบดี อับดุล รับโบ มันซูร์ ฮาดี ได้กลายเป็นการจุดชนวนให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ถึงแม้เยเมนจะมีกำลังผลิตไม่มากเมื่อเทียบกับกำลังผลิตของทั้งโลก ทว่าเยเมนมีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ ช่องแคบ บับ เอล มันเดบ ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญที่เชื่อมยุโรปเข้ากับเอเชีย

เหตุการณ์ความรุนแรงในเยเมนจึงสร้างความระส่ำระสายให้กับเส้นทางการค้าแห่งนี้

กรณีดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดเวสต์เทกซัสสัญญาส่งมอบเดือน พ.ค. ปรับขึ้นถึง 3 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ระดับ 52.14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่เบรนต์ทะเลเหนือสัญญาส่งมอบเดือนเดียวกัน ปรับตัวขึ้นถึง 2.90 เหรียญสหรัฐไปอยู่ที่ระดับ 57.80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล 

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะดูเหมือนใกล้หมดยุคราคาน้ำมันตกต่ำแล้ว แต่หากมองในรายละเอียดของปัจจัยต่างๆ จะพบว่าโลกกำลังจะเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันขาลงระยะยาวต่างหาก

เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วปริมาณซับพลายน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำอาจมีอิหร่านเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาบนเวทีโลกอีก

ก่อนหน้าการปรับขึ้นราคาส่งออกน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย อิหร่านกับสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ทั้ง 5 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน รวมทั้งเยอรมนี สามารถบรรลุข้อตกลงในการกำหนดกรอบการเจรจาที่จำเป็นสำหรับการเจรจารอบใหม่ ซึ่งจะมีกำหนดเส้นตายภายในวันที่ 30 มิ.ย.ปีนี้

กรณีดังกล่าวต้องถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นของการเจรจาที่ยืดเยื้อมานาน และเป็นการขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงมากขึ้น โดย โหฮัมเหม็ด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เคยเปิดเผยก่อนหน้าการเจรจา ว่า ทั้งสองฝ่ายใกล้จะบรรลุข้อตกลงทั้งหมดได้แล้ว เหลือเพียงแต่รายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น 

ทั้งนี้ หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุการเจรจากันได้ในช่วงกลางปี ก็จะถือเป็นหมุดหมายแห่งการยุติการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติในปี 1979 โดยอิหร่านยอมจำกัดการพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ไม่ให้ถึงระดับที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นอาวุธได้เป็นการแลกเปลี่ยน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการปลดล็อกการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อิหร่านสามารถผลิตน้ำมันได้ 2.85 ล้านบาร์เรล/วัน และยังมีปริมาณน้ำมันกักเก็บสำรองไว้ถึง 30 ล้านบาร์เรลอีกด้วย

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (อีไอเอ) ของสหรัฐ ประเมินว่า หากการเจรจานิวเคลียร์อิหร่านบรรลุผล จะทำให้อิหร่านสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกทองคำดำขึ้นอย่างน้อย 7 แสนบาร์เรล/วัน ภายในช่วงปลายปี 2016 กรณีดังกล่าวย่อมกระทบทำให้ราคาน้ำมันโลกลดลงอย่างแน่นอน โดยอีไอเอประเมินว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอีก 5-15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากราคาในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยที่ส่งเสียงค้านว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นในอีกไม่ช้า เนื่องจากเอกชนผู้ทำธุรกิจขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ของสหรัฐเริ่มชะลอการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ๆ ภายหลังจากราคาน้ำมันร่วงลงอย่างมากในปัจจุบัน โดยมีการปรับตัวลดลง 50% เมื่อเทียบกับราคาเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว

เนื่องจากต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันจากหินในแผ่นดินสหรัฐนั้นสูงกว่าการขุดเจาะน้ำมันพื้นฐานในตะวันออกกลางมาก จึงเป็นเหตุให้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐมีภูมิต้านทานภาวะน้ำมันตลาดหมีน้อยกว่าผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง

กรณีดังกล่าวย่อมทำให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างแน่นอน และย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดกลับ ซึ่งถ้าประกอบในกรณีที่การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านล้มเหลวด้วยแล้ว อีไอเอประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดสหรัฐในปีหน้าอาจขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดอังกฤษอาจขึ้นไปอยู่ที่ราว 75.03 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เลยทีเดียว

ถึงกระนั้น ข้อมูลในปัจจุบันซึ่งรวบรวมโดย วอลสตรีท เจอร์นัล กลับพบข้อสรุปว่า ในขณะที่ปริมาณการเปิดหลุมขุดเจาะน้ำมันใหม่ๆ ลดลงถึง 40% จากเมื่อช่วงต้นปี ทว่ากำลังผลิตน้ำมันของสหรัฐกลับยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบ 15%

หมายความว่า ในขณะที่มีการลดการเปิดหลุมขุดเจาะใหม่ๆ แต่กำลังการผลิตน้ำมันในสหรัฐไม่ได้ลดลงเลย

ที่สำคัญคือ สหรัฐยังไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันดิบอย่างเต็มรูปแบบ หากสหรัฐเริ่มการส่งออกน้ำมันเมื่อไรย่อมเป็นการกดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงไปอีก ซึ่งหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังต่ำเช่นนี้ต่อไป ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ภาคเอกชนเมืองลุงแซมกดดันรัฐบาลให้เร่งเปิดตลาดส่งออกมากขึ้นเท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน ซาอุดิอาระเบียผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ยังปฏิเสธที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันซึ่งสูงสุดในรอบ 12 ปีที่ 10 ล้านบาร์เรล/วัน โดย อาลี อัลนาอิมิ รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมัน ให้เหตุผลว่า ต้องการรักษาส่วนแบ่งการตลาดของซาอุดิอาระเบียไว้ ไม่ว่าราคาน้ำมันจะต่ำลงแค่ไหนก็ตาม

เนื่องจากซาอุดิอาระเบีย เชื่อว่า หากกลุ่มโอเปกปรับลดกำลังผลิตก็จะมีซัพพลายใหม่ๆ ที่เกิดจากกลุ่มประเทศนอกโอเปกเข้ามาแทนที่อยู่ดี ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะปรับลดกำลังการผลิตเพื่อกดดันราคาน้ำมัน

กล่าวโดยสรุป คือ แม้ขณะนี้จะมีปัจจัยด้านความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำโลกผงกหัวขึ้น ทว่าหากมองปัจจัยในระยะยาวแล้วจะพบว่าแทบไม่มีปัจจัยใดเลยที่จะหนุนให้ราคาน้ำมันขึ้นต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังคงรักษากำลังการผลิตไว้เช่นเดิม ขณะที่ยังมีกำลังการผลิตใหม่ๆ เข้ามาจากอิหร่าน 

แน่นอนว่าหากยังไม่มีปัจจัยใดๆ เปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ย่อมอยู่ในทิศทางขาลงต่อไปในระยะยาวอย่างแน่นอนที่สุด

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก