posttoday
หนี้เสียพุ่งตามสถานการณ์เศรษฐกิจ

หนี้เสียพุ่งตามสถานการณ์เศรษฐกิจ

08 เมษายน 2558

ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่ชะลอตัว จะสร้างปัญหาต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นลูกโซ่ ผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างตามประเภทธุรกิจ แต่ก็ได้รับผลกระทบถ้วนหน้ากัน

ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่ชะลอตัว จะสร้างปัญหาต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นลูกโซ่ ผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างตามประเภทธุรกิจ แต่ก็ได้รับผลกระทบถ้วนหน้ากัน

สิ่งที่จะตามมาคือ หนี้เสียที่จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อการค้าขายไม่คล่อง ซึ่งก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง ทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็คาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

การเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลในระบบธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้นจากสาเหตุ 2 ประการ คือ ลูกค้าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ขายสินค้าได้น้อยในขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยลดลงไม่มากนัก เพราะธนาคารพาณิชย์
ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเล็กน้อยตามการลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ทำให้เงินสดเริ่มขาดมือ การผิดนัดชำระหนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี

อีกสาเหตุหนึ่งมาจากสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวต่ำ ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียทำให้ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ไม่สดใส

อย่างไรก็ดี เอ็นพีแอลกลุ่มลูกค้ารายย่อยมีสัญญาณเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 สอดคล้องกับรายงานของ ธปท. เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีที่แล้ว 2557 ที่ระบุว่า คุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีแนวโน้มด้อยลง โดยสัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.4% จากสินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลสุทธิปรับขึ้นเป็น 1.08% ของสินเชื่อรวม

ดังนั้น กลยุทธ์ของแต่ละธนาคารในด้านสินเชื่อรายย่อยปีนี้จะไม่รุกหนักเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อรถยนต์ ที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ตั้งเป้าหมายเติบโตต่ำกว่าที่เคย กลุ่มลูกหนี้ที่ธนาคารเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ กลุ่มลูกค้ารายย่อย

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ยอมรับว่า ธนาคารวางแผนธุรกิจลูกค้ารายย่อยแบบระมัดระวังในปีนี้ เพราะสถานการณ์หนี้ครัวเรือนน่าเป็นห่วง สูงถึง 85% ของจีดีพี ซึ่งสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของลูกค้าที่สูง ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นด้วย โดยธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อบุคคลเติบโตเพียง 3-5% เท่านั้น เพราะต้องการควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 2%

กลุ่มสินเชื่อรถยนต์เป็นอีกประเภทที่สถาบันการเงินที่ทำสินเชื่อเช่าซื้อ (ลีสซิ่ง) มุ่งเน้นคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดในปีนี้ แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์ยังมีแนวโน้มปรับขึ้น เพราะพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ทยอยลดลงจากสินเชื่อที่หดตัว เนื่องจากยอดขายรถยนต์ในประเทศยังไม่กระเตื้อง ซึ่งหากดูยอดขายรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์แรกของปี อย่างมอเตอร์โชว์ 2015 มียอดจองรถใหม่เพียง 3.7 หมื่นคัน น้อยกว่าปีที่แล้วซึ่งยอดจองมากกว่า 4 หมื่นคัน

สอดคล้องกับ อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ยอมรับว่า เอ็นพีแอลของรายย่อยปีนี้อาจจะลดลงยาก สิ่งที่ทำได้ คือ จะพยายามควบคุมไม่ให้เอ็นพีแอลเกิน 3% ในภาวะที่สินเชื่อเช่าซื้อยังติดลบต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อทุกรายกำลังเผชิญ โดยยอมรับว่า ในปีนี้คงเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจเช่าซื้อยังเหนื่อย ทั้งการขยายสินเชื่อและการควบคุมเอ็นพีแอล

ดังนั้น ภาพรวมการดำเนินงานของสถาบันการเงินในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ภารกิจหลักของบรรดาธนาคาร คือ การควบคุมคุณภาพหนี้และการช่วยเหลือลูกค้าที่กำลังลำบาก เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ชนิดที่เรียกว่า มือเป็นระวิง เพราะถ้าเอ็นพีแอลพุ่งขึ้น นั่นหมายความถึง การกินทุนของแบงก์ ที่อาจจะทำให้แบงก์อ่อนแอลง

เส้นทางเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปี สถานการณ์หนี้เสียก็ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเอ็นพีแอลของสถาบันการเงิน ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่ดีตามที่คาดหวังกันไว้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ลดความเสี่ยงหนี้เสียที่จะก่อตัวจากสินเชื่อปล่อยใหม่ ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสินเชื่อของแต่ละธนาคารยังไม่กระเตื้องขึ้น

ทองอุไร กล่าวว่า ธปท.มีแผนงานกำกับตรวจสอบและดูแลสถาบันการเงินในปี 2558 และปี 2559 เพื่อสร้างความมั่นคงของสถาบันการเงินควบคู่ไปกับการดูแลผู้บริโภค โดยจัดการตรวจสอบ หรือทาร์เก็ต เอ็กแซม ในธุรกรรมที่สำคัญเพื่อติดตามผลกระทบโดยรวม ซึ่งมุ่งเน้นในด้านสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และแนะนำแนวทางแก้ไขหนี้กับธนาคาร ด้วยการติดตามให้ผู้ประกอบการชำระหนี้และรู้จักลดต้นทุน ทั้งการทดสอบภาวะวิกฤต หรือสเตรสเทสต์ เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุนและสภาพคล่องต่อผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งภายในและนอกประเทศของธนาคารพาณิชย์

สิ่งที่พิสูจน์ถึงการวางแผนรับมือกับแนวโน้มเอ็นพีแอลที่สูงขึ้น คือ การตั้งสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ โดยรายงานของ ธปท. ระบุว่า สิ้นปี 2557 ธนาคารพาณิชย์มีการกันเงินสำรองในระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้สัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันอยู่ที่ 169.4% โดยธนาคารกรุงเทพมีการตั้งสำรองสูงที่สุดถึง 204.1%

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังมีการดำรงเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ซึ่งอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์เมื่อสิ้นปี 2557 อยู่ที่ 16.8% เพิ่มขึ้นจากระดับ 15.7% เมื่อปี 2556 โดยในจำนวนนี้เป็นอัตราส่วน เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ระดับ 13.7% เพิ่มขึ้นจาก 12.6% เมื่อปี 2556 ซึ่งการดำรง เงินกองทุนสูงกว่า 8.5% ที่ ธปท.กำหนด เป็นสิ่งที่การันตีความแข็งแรงของธนาคารได้เป็นอย่างดี

การตั้งสำรองหนี้ที่อยู่ระดับสูง เมื่อผนวกกับฐานเงินกองทุนที่อยู่ระดับแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารสามารถดูแลเอ็นพีแอลที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีเมื่อปีที่แล้ว ทำให้หลายธนาคารมีการสำรองพิเศษเพิ่มขึ้นครอบคลุมความเสี่ยงที่สูงขึ้นไว้ ก่อนหน้านี้ส่งผลให้ปีนี้ไม่ต้องรบกวนในส่วนของกำไรเพื่อไปตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจริงๆ

ถือว่าธนาคารตั้งรับหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีพอสมควร แต่คนที่จะเหนื่อยที่สุดคือผู้ประกอบการ เพราะการระวังหนี้เสียก็คือการชะลอปล่อยกู้นั่นเอง ซึ่งกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่กำลังแย่และร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว