posttoday
ดันหยวนสู่สากล งานสุดหินรัฐบาลจีน

ดันหยวนสู่สากล งานสุดหินรัฐบาลจีน

07 เมษายน 2558

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“ผู้คนกำลังให้ความสนใจในประเด็นที่ว่าสกุลเงินหยวนจะสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิถอนเงินพิเศษ (เอสดีอาร์) ของไอเอ็มเอฟได้หรือไม่อย่างมาก ซึ่งเรา (จีน) ได้ทุ่มเทพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ให้จงได้”

นับเป็นหนึ่งในคำมั่นสัญญาล่าสุดของ โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ที่เอ่ยขึ้นระหว่างการประชุมโป๋อ้าว ฟอรัม กับบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริหารระดับสูงนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้ที่เกาะไหหลำ ต่อข้อซักถามถึงอนาคตสถานะและบทบาททางการเงินของค่าเงินหยวน

พร้อมกันนี้ ผู้ว่าการพีบีโอซียังใช้โอกาสนี้ยืนกรานอย่างหนักแน่นอีกว่า รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ได้ตั้งเป้าในการทำให้ค่าเงินหยวนเข้าเป็นสมาชิก
เอสดีอาร์ให้สำเร็จลุล่วงภายในปีนี้ให้ได้

เรียกได้ว่า พญามังกรแห่งเอเชียประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนแจ่มแจ้งให้ทราบโดยทั่วหน้ากันแล้วว่า “สกุลเงินหยวน” จะต้องเป็นสกุลเงินหลักของโลก ซึ่งมีสถานะเทียบเคียงเท่าเทียมกับสกุลเงินเหรียญของสหรัฐ สกุลเงินเยนของญี่ปุ่น สกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ และสกุลเงินยูโรของยุโรป (ในปี 2015 นี้ หากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เห็นชอบด้วย)

ถามว่าทำไมต้องเป็นในปีนี้ คำตอบเพราะการพิจารณาทบทวนเอสดีอาร์ หรือตะกร้าค่าเงินที่ไอเอ็มเอฟให้การรับรองยอมรับในฐานะสกุลเงินหลักของโลกและเป็นสกุลเงินสำหรับการอ้างอิงในอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศจะมีขึ้นทุกๆ 5 ปี ครั้งล่าสุดก็คือในการประชุมคณะกรรมการไอเอ็มเอฟเมื่อเดือน ต.ค. 2010

ดังนั้น ปีนี้จึงครบวาระที่ไอเอ็มเอฟต้องปรึกษาหารือกันอีกครั้งแล้วว่าจะมีสกุลเงินของชาติไหนที่จะเข้าตาและเข้าเกณฑ์เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของตะกร้าค่าเงิน โดยมีสกุลเงินหยวนเป็นหนึ่งในผู้สมัครเข้ารับการพิจารณาที่บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญเทน้ำหนักให้ความสำคัญมากที่สุด

เหตุผลเพราะสถานะของเงินหยวนในปัจจุบันที่มีปริมาณการใช้เพื่อการค้าการลงทุนและการชำระเงินระหว่างประเทศมากที่สุด โดยติดอันดับ 1 ใน 10 ของสกุลเงินทั่วโลก จากข้อมูลการสำรวจของสมาคมสื่อสารการเงินระหว่างธนาคารนานาชาติ หรือ สวิฟต์ (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication)

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากบรรดานักการธนาคารที่มุ่งดูภาคการเงินการธนาคารจีนโดยเฉพาะในตลาดลอนดอน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีธนาคารกลางมากกว่า 60 แห่งทั่วโลก ที่เลือกถือครองเงินหยวนในฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจกระดานซื้อขายของ ทอมสัน รอยเตอร์ส ยังพบอีกว่า การค้านอกชายฝั่งในรูปสกุลเงินหยวนของจีน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือน เม.ย.ยังพุ่งทะยานถึง 350% ขณะที่ในกระดานซื้อขายอีพีเอสยังพบว่าค่าเงินหยวนเป็น 1 ใน 5 สกุลเงิน ที่มีการซื้อขายมากที่สุด

ที่สำคัญไปกว่านั้น ท่าทีของนานาประเทศที่มีต่อเงินหยวนยังเริ่มเป็นไปในทิศทางบวก คือได้รับการยอมรับมากขึ้น ยืนยันได้จากความเห็นของ แจ็ก หลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ยอมรับว่า รัฐบาลจีนได้ผ่อนคลายการแทรกแซงค่าเงินหยวนและปล่อยให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น

ขณะที่ เดวิด แรมสเดน หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งกระทรวงการคลังอังกฤษ แสดงความเห็นชัดเจนว่า จีนมีการปรับปรุงปฏิรูประบบการเงินที่ทำให้สกุลเงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้นจากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้การหารือเพื่อเปิดทางให้เงินหยวนเข้าเป็นสมาชิกเอสดีอาร์ในปัจจุบัน “เป็นประเด็นที่สดใหม่” หรือเป็นไปได้มากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ เมื่อมองดูภาพรวมภาพลักษณ์ของค่าเงินหยวนในปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมถึงการเปิดศูนย์กลางแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนโดยตรงในประเทศต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้ดูเหมือนว่า การก้าวเป็นสกุลเงินหลักของโลกของสกุลเงินหยวนในขณะนี้เป็นเรื่องสะดวกง่ายดายตามที่จีนตั้งเป้าไว้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม หนทางสู่การเป็นสกุลเงินหลักของโลกไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คาดคิดและไม่ได้สวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่มองเห็นกันอยู่ในขณะนี้แน่นอน

แถมอาจกล่าวได้ว่า น่าจะเป็นงานหินงานหนักของรัฐบาลแดนมังกรกันเลยทีเดียว

สำหรับประเด็นหลักที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่ายาก ในการที่เงินหยวนจะเป็นสกุลเงินสากลบนเวทีโลก ก็คือ ความสามารถในการใช้เงินหยวนอย่างเสรี (Freely usable) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า แม้ไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการในระเบียบของไอเอ็มเอฟ แต่ก็เป็นเกณฑ์สากลที่ได้รับการยอมรับทั่วหน้ากันว่าจะเป็นสมาชิกของเอสดีอาร์ได้ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ว่านี้เสียก่อน

ริชาร์ด คูเปอร์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ไม่ว่าจะมองอย่างไร สถานะของเงินหยวนในสายตาของตนในขณะนี้ยังไม่ใกล้เคียงกับการใช้อย่างเสรี โดยชี้ว่าจีนยังคงมีการจำกัดการลงทุนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในประเทศและตลาดในต่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “การใช้เงินหยวนอย่างเสรี” นี้ ยังมีความหมายครอบคลุมถึงการมีสถานะเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ การเป็นหน่วยเงินหลักที่ได้รับการยอมรับสำหรับการชำระหนี้ระหว่างประเทศ การเป็นสกุลเงินที่ได้รับการรับรองให้เป็นหลักทรัพย์หนี้ระหว่างประเทศ และมีปริมาณการทำธุรกรรมในปริมาณมากในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

ดังนั้น หากยึดตามเกณฑ์ข้างต้น สถานะของค่าเงินหยวนจึงยังคงอยู่ห่างไกลที่จะเข้าเกณฑ์ดังกล่าว และเป็นบททดสอบที่ค่อนข้างหนักของจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่จะต้องคอยระวังไม่ให้การปรับเปลี่ยนใดๆ ส่งผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจนสะดุดล้มได้

ด้าน กัวหนานหม่า อดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ในฮ่องกง ระบุว่า นอกจากรัฐบาลจีนจะยังมีหลายมาตรการที่ควบคุมการใช้เงินหยวนอย่างใกล้ชิดแล้ว จีนยังคงตรึงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินหยวนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐอยู่ แม้ว่าจะตรึงไว้อย่างหลวมๆ ก็ตาม

“จีนในขณะนี้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เกินไปที่จะตรึงไว้ด้วยสกุลเงินหนึ่งสกุลเงินใดเพียงสกุลเดียว และจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากกว่าหากค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงในขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น” หม่ากล่าวก่อนยอมรับว่า การเลิกตรึงค่าเงินหยวนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐน่าจะส่งผลกระทบต่อจีนในระยะเวลาหนึ่ง แต่ในระยะยาวแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้ค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพและทำให้ปริมาณความต้องการใช้เงินหยวนมีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลิกตรึงค่าเงินข้างต้นอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลานี้ที่เศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณอ่อนแอให้เห็น

ทั้งนี้ แม้จะมีนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นในเชิงให้กำลังใจจีนว่า สถานะเงินหยวนของจีนสามารถเป็นเงินสากลได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิกของเอสดีอาร์ ยกตัวอย่างเช่น สกุลเงินฟรังก์สวิส ของ
สวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองเร่งเข้าร่วมเอสดีอาร์

แต่ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว การที่ “หยวน” จะได้รับการยอมรับให้เป็นสกุลเงินสากลที่พ่วงด้วยความเชื่อมั่นไว้วางใจของนักลงทุนทั่วโลก “จีน” ก็ยังคงต้องเดินหน้าทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตนเองต่อไปอีกนานอยู่ดี

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน