
ปฏิรูปภาษี สะเทือนผู้บริโภค
การปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ถือเป็นนโยบายสำคัญในการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ถือเป็นนโยบายสำคัญในการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเล็งเห็นว่าระบบภาษีของไทยเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ยาก
จากข้อมูลการเก็บภาษีซึ่งเป็นรายได้หลักการใช้บริหารและพัฒนาประเทศไทย ปัจจุบัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีคิดเป็นสัดส่วน 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ซึ่งเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ละประเทศต่างมีสัดส่วนรายได้จากการเก็บภาษีสูงถึง 40% ของจีดีพี จะเห็นได้ว่ารายได้จากการเก็บภาษีของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำพอสมควร
ที่สำคัญ หลายปีที่ผ่านมาการเก็บภาษีของประเทศไทยไม่ขยายตัวขึ้นเลยเมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะคงอยู่ในระดับ 18% ของจีดีพีมานาน 20-30 ปี ขณะที่รายจ่ายของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนข้าราชการ และงบประมาณเพื่อการลงทุน
ส่งผลให้การทำงบประมาณของประเทศในช่วง 10 ปีล่าสุด ยังเป็นงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่อง เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย รูปแบบงบประมาณขาดดุลนี้ ทำให้ประเทศต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่าย
ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป และมีการเดินหน้ามาตั้งแต่สมัย คสช.เข้าบริหารประเทศ โดยเริ่มต้นจากการดันกฎหมายเก็บภาษีการรับมรดก เป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมไทย แต่ผลพลอยได้คือทำให้ประเทศสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น
การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ยังมีประเด็นเรื่องการดำเนินการออกกฎหมายการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทนกฎหมายเก็บภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน มีการประเมินกันว่าหากสามารถออกกฎหมายการเก็บภาษีที่ดินได้สำเร็จ รัฐบาลจะเก็บภาษีได้ปีละ 2 แสนล้านบาท จากกฎหมายเดิมที่เก็บได้เพียง 2 หมื่นล้านบาท หรือเก็บภาษีในส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า แม้ว่าอัตราการจัดเก็บจะไม่ได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับกฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ แต่กฎหมายใหม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บได้ครอบคลุมทั่วถึงมากขึ้น อุดช่องโหว่รอยรั่วที่เกิดจากการใช้ดุลพินิจ
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแก้กฎหมายภาษีสรรพสามิตเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีให้มาใช้ฐานราคาหน้าโรงงาน และราคาสำแดงนำเข้า (ซีไอเอฟ) มาเป็นราคาขายปลีก ซึ่งหากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ โดยที่กรมสรรพสามิตยังคงอัตราการจัดเก็บภาษีสินค้าต่างๆ ไว้เท่าเดิม จะทำให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 30% หรือเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังมีแผนปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในช่วงที่ประกาศลดอัตรา 10% เป็น 7% จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ซึ่งการเก็บภาษีแวตทุก 1% จะทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มรายได้ของประเทศได้มีประสิทธิภาพตัวหนึ่ง
จากโรดแมปการปฏิรูปภาษีจะเห็นได้ชัดว่า หากทำได้ตามแผนรายได้ของประเทศจะเพิ่มขึ้นมากปีละหลายแสนล้านบาท ทำให้ประเทศใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น โดยที่กู้เงินน้อยลงหรือไม่ต้องกู้เลย ทำให้การเงินการคลังของประเทศแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบทางจิตวิทยารุนแรงกับผู้บริโภค ทำให้ประชาชนคิดว่าตนเองจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น เพราะมีการปรับภาษีต่างๆ นานา และยังทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น จึงรีบรัดเข็มขัดลดรายจ่าย หวังออมเงินเตรียมไว้สำหรับอนาคตที่รายจ่ายต่างๆ จะเพิ่มขึ้นอีกมาก จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี เพราะไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ผสมกับรายได้ที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มภาคการเกษตรที่ราคาพืชผลตกต่ำ
หากไล่เรียงการปฏิรูปภาษีจะเห็นว่าส่งผลกระทบต่อรายจ่ายของประชาชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ผู้ที่มีบ้านมีที่ดินต้องเสียภาษี แม้ว่าจำนวนไม่มาก แต่ก็เป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น จนรัฐบาลต้องสั่งชะลอการเสนอกฎหมายนี้ออกไปแบบไม่มีกำหนด เพื่อลดความวิตกกังวลของประชาชน
การแก้กฎหมายสรรพสามิต ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งหนีไม่พ้นที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภคในที่สุด ถึงแม้เป็นภาษีบาปเสียส่วนใหญ่ แต่เครื่องดื่มบางอย่างไม่ใช่ของมึนเมา แต่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ก็ได้ผลกระทบราคาแพงเพิ่มขึ้นไปด้วย
เช่นเดียวกับการเก็บภาษีแวตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริหารสินค้าสูงขึ้น ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มขึ้น จนรัฐบาลต้องลดแรงดันออกมายืนยันว่า ยังไม่มีการเพิ่มภาษีแวตในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเริ่มเห็นว่าหากปล่อยให้การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลกัดกินใจประชาชนจนไม่กล้าบริโภค หยุดการใช้จ่าย จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดในที่สุด
ลำพัง 2 เดือนแรกของปีนี้ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ รัฐบาลยังอ้างได้ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบ สาเหตุมาจากราคาน้ำมันลดกว่า 50% ไม่ได้มาจากความต้องการสินค้าลด และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก แต่หากการปฏิรูปภาษียังเดินหน้าเต็มสูบเหมือนแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ จะส่งผลให้การบริโภคชะงัก เสี่ยงต่อการทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในอนาคตอันใกล้ติดลบ รัฐบาลก็จะเข้ามุมอับเจอภาวะเงินฝืดของจริง ไม่สามารถเด้งเชือกหนีออกจากมุมเหมือนที่ผ่านมา
ปัญหาการปฏิรูปภาษีเป็นเรื่องที่รัฐบาลเริ่มตระหนักว่ากำลังเป็นดาบสองคม คือ เป็นทั้งการวางรากฐานทางเศรษฐกิจระยะยาว แต่มุมกลับกันก็กระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ประชาชนรู้สึกว่ารายได้เพิ่มน้อย หรือไม่เพิ่มเลย แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่ล้วนแต่สร้างภาระให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น กลายเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น การปฏิรูปโครงสร้างภาษีของรัฐบาลจะต้องมีการปรับโรดแมป โดยเรียงลำดับความสำคัญ และทำในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน รวมถึงเลือกช่วงจังหวะเวลาให้เหมาะสม ซึ่งการปฏิรูปภาษีในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจดีกว่านี้ น่าจะทำให้ประชาชนผู้บริโภครู้สึกว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่านี้
ว่ากันตามข้อเท็จจริง ภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังมีความอ่อนแออยู่มาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.พ. ล่าสุดพบว่ายังชะลอตัว จากการส่งออกติดลบถึง 6.1% การบริโภคก็แผ่วลง การเก็บภาษีจากการบริโภคภายในประเทศขยายตัวได้เพียง 2.4% จากเดือนก่อนหน้าขยายตัวได้ 9.5% จะเห็นว่าการฟื้นตัวการบริโภคลดลงเหลือ 1 ใน 3 ในช่วงแค่ข้ามไปเดือนเดียว ถือว่าตกลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลจึงต้องกำหนดโรดแมปให้รอบคอบ จะเดินหน้าอย่างไรเพื่อเป็นการวางรากฐานของประเทศในระยะยาว โดยที่ไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจระยะสั้นให้แย่มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน







