posttoday
บิ๊กเซอร์ไพรส์...หุ้นไทยคม

บิ๊กเซอร์ไพรส์...หุ้นไทยคม

22 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

ปฏิบัติการยึดคืนดาวเทียมไทยคมให้กลับมาอยู่ในอ้อมอกคนไทย ยังคงเป็นหนังยาวหลายตอนจบ

ไม่ใช่แค่แรงต้านจากพรรคเพื่อไทยในฐานะคู่กรณีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงเสียดทานจาก นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยเอามากๆ

การโหมโรงของรัฐบาลในเรื่องนี้ จึงมองได้ว่า “ได้แต้มแต่ไม่เข้าเป้า”

อีกทั้งทางเดินก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อพรรคเพื่อไทยเปิดเกมโต้กลับอย่างหนักหน่วงในข้อกล่าวหา “ปั่นหุ้น” โหนกระแสตีกินทุกวัน

พุ่งเป้าไปที่อดีตผู้บริหารวาณิชธนกิจชื่อก้องจากเจ.พี. มอร์แกน อย่างขุนคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช

หลังข่าวกระปอดกระแปด เรื่องการซื้อคืนหุ้นไทยคมหลุดรอดออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์

ทำให้ราคาหุ้นไทยคมพุ่งขึ้นจาก 5.50 บาท เป็น 7.20 บาท ภายใน 2 วัน หรือคิดเป็นอัตราการพุ่งขึ้นถึง 29.36%

ก่อนที่รัฐบาลจะขานรับว่าไปเจรจากับมาดามโฮชิง แห่งกองทุนเทมาเซกมาจริง

ประเด็นที่เพื่อไทยเอามาทิ่มแทงรัฐบาลคือ งานนี้นายกรณ์และนายศิริโชค โสภา วอลเปเปอร์เบอร์หนึ่งของนายกรัฐมนตรี ใช้วิธี “อินไซเดอร์” หรือคาบข่าวภายในไปซื้อหุ้นก่อนหรือไม่

ฟาดกำไรกันหลักสิบหลักร้อยล้านบาท!!!

เพราะเหตุที่ต้องสงสัยคือ วอลุมของการซื้อขายที่ปกติวิ่งกันวันละ 1020 ล้านบาท หรือเต็มที่ก็ 80 ล้านบาท กลับพุ่งกระฉูดขยายบานปลายไปถึง 8001,000 ล้านบาทต่อวัน

แน่นอนว่า ถ้าเป็นตัวหุ้นบริษัทปกติ เมื่อราคาเขยิบขนาดนี้ก็ยั่วใจให้แมลงเม่าและแมงมั่ว ตะลุยเข้ามาในกองเพลิงอยู่แล้ว

แต่เมื่อเป็นหุ้นสัมปทานและรัฐบาลออกมา คอนเฟิร์มเรื่องการซื้อคืนดาวเทียม ก็ยิ่งกระตุ้นราคาให้น่าสนใจขึ้นไปอีก

คนหนึ่งเห็นโอกาสก็เข้าซื้อ อีกคนเห็นช่องทางก็เทขาย...

แม้แต่นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ หนึ่งในผู้บริหารไทยคมเองก็ยังมีรายงานการขายถึง 2 แสนหุ้น ในราคา 7 บาท เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2553

ขณะที่นายกรณ์แก้เกมด้วยการเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบคนที่รู้ข้อมูล 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก คนรัฐบาลที่รู้เห็นเรื่องการเจรจา มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ และวอลเปเปอร์

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มเทมาเซก สิงคโปร์ ที่เข้าร่วมเจรจา

กลุ่มที่สาม กลุ่มผู้บริหารบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) และผู้บริหารไทยคมที่รู้ข้อมูลจากเทมาเซก

และกลุ่มสุดท้ายคือสื่อมวลชน

โดยนางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ ก.ล.ต. ออกมารับลูกว่า จะมีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในเชิงลึกมากขึ้น โดยได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในประเด็นการใช้ข้อมูลภายใน และการสร้างราคา

พร้อมทั้งทำหนังสือถึงนายกรณ์ เพื่อขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เช่น ผู้ที่รู้ข้อมูลการเดินทางของ รมว.คลัง ไปพบกับผู้บริหารกลุ่มเทมาเซก รวมถึงผู้ร่วมเดินทางไปในคณะของ รมว.คลัง

“มีคนซื้อจำนวนพอสมควร คงต้องใช้เวลาเพราะเราจะต้องไปดูว่ามีใครที่เกี่ยวโยงด้วย ข้อมูลมีความซับซ้อน เพราะคนที่ซื้อบางรายอาจใช้ชื่อที่ไม่เป็นที่รู้จัก” นางจารุพรรณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกที่ ก.ล.ต. มีอยู่ “ในมือ” แล้ว ณ ขณะนี้ พบผู้เข้ามาเล่นหุ้นไทยคมจำนวนมากจริงๆ

ไล่ตั้งแต่ช่วง 12 วันที่ข่าวรั่วออกมา คือวันที่ 1415 มิ.ย. และย้อนหลังไปก่อนหน้านั้นอีก 1 เดือน

...ปรากฏทั้งนักลงทุนขาใหญ่ ทั้งตัวย่อ ป.ปลาอ.อ่าง และนักลงทุนต่างชาติที่เล่นผ่านโบรกเกอร์ต่างชาติ ที่ใช้ข้อมูลจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานบัญชาการ

แต่ข้อมูลเด็ดที่ ก.ล.ต.กำลัง “แกะรอย” อยู่ขณะนี้คือ อาจมีชื่อของกลุ่มผู้บริหารชินคอร์ปอยู่ในรายชื่อของผู้ซื้อหุ้นไทยคมด้วย

การวิเคราะห์ในเชิงลึกก็คือ งานนี้อาจมีกระบวนการใช้ข้อมูลภายในเพื่อสร้างราคาหุ้น เป้าหมายคือขยับราคาขายหุ้นไทยคมให้สูงขึ้นกว่าความเป็นจริง

เรียกง่ายๆ คือการอัพราคาขาย!!

เนื่องจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและเทมาเซกคือการซื้อขายกันใน “ราคาตลาด”

และราคาหุ้นจะคิดคำนวณเฉพาะดาวเทียมที่ใช้อยู่ภายในประเทศเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมที่ไทยคมไปลงทุนในลาวและเขมร

แน่นอนว่า รายงานลับจาก ก.ล.ต. ไปถึง รมว.คลัง แล้ว และเป็นที่มาของการท้าทายจากนายกรณ์ โดยประกาศว่าจะไปชี้แจงกับกรรมาธิการการเงิน การคลัง และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎรด้วยตัวเอง

รวมทั้งเชื้อเชิญให้ ก.ล.ต. เข้ามาตรวจสอบข้อมูลได้ทุกเวลา

เพราะที่ผ่านมาถูกกลุ่มเสื้อแดงทิ่มแทงว่า มีคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรีได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้น

หรือไม่ก็คนใกล้ชิดขุนคลังได้กำไรจากการอินไซเดอร์ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ข้อมูลอีกด้านที่เรียกได้ว่า ช็อกวงการ

งานนี้จะได้วัดกันหมัดต่อหมัด ช็อตต่อช็อต...!!!

รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์รู้ว่าใครมีการซื้อขายหุ้นไทยคมบ้าง แต่ยังไม่ได้เจาะจงว่าใครรู้ข้อมูลภายใน และมีการใช้ข้อมูลภายในไปซื้อขายหุ้นหรือไม่ ยังจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก

พร้อมโยนคำถามกลับไปยังบิ๊กตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. ถึงการเข้าซื้อหุ้นของผู้บริหารไทยคมเช่นเดียวกัน

“หุ้นของกลุ่มผู้บริหารไทยคมไม่ได้เกิดจากรัฐบาลต้องการกลั่นแกล้งในฐานะเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง เพราะข้อมูลการซื้อขายหุ้นจะเป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว หากไม่ได้ซื้อก็ไม่มีใครสามารถสร้างหลักฐานขึ้นว่าซื้อได้” นายกรณ์ ระบุ

แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลพยายาม “ทิ่มข้อมูล” กลับไปกระแทกผู้บริหารไทยคมและชินคอร์ป เพราะยังฝังใจกับเหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค.

เมื่อรัฐบาลพยายามขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารไทยคมเรื่องการปิดช่องทางการสื่อสารของพีทีวี แต่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร

คนในรัฐบาลที่ประจำการอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีการยกหูไปยังผู้บริหารไทยคมหลายครั้ง แต่คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของทั้งสองฝ่ายจูนกันไม่ชัดและติดๆ ขัดๆ

จนกลายเป็นการ “คัดง้าง” กันไม่สิ้นสุด...

นำไปสู่การเดินทางไปสิงคโปร์ เพื่อเจรจากับเทมาเซก และเปิดฉากปฏิบัติการซื้อคืนหุ้นไทยคม

พ่วงด้วยการปลุกกระแสชาตินิยมของรัฐบาลอภิสิทธิ์

แน่นอนว่า การหาไอ้โม่งปั่นหุ้นไทยคม เป็นการดิสเครดิตขุนคลังแบบเต็มๆ ทำเอานายกรณ์ถึงกับจุกไปชั่วครู่ชั่วยาม

แต่งานนี้ “ใครได้ใครเสีย” คงต้องดูกันยาวๆ เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นหนังเรื่องนี้มันส์กว่าที่คิด และมีหลายตอนจบ

เปิดข้อมูล ก.ล.ต. ออกมาเมื่อไหร่ งานนี้คงได้หนาว...ววยะเยือกกันไม่มากก็น้อย

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69