posttoday

พระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างคู่พระบารมีรัชกาลที่ 7

29 มีนาคม 2558

คนไทยกับช้างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตลอด นอกจากยกย่องชื่นชม

โดย...บุษยารัตน์ คู่เทียม

คนไทยกับช้างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตลอด นอกจากยกย่องชื่นชม ใช้งาน เป็นพาหนะสำหรับเดินทาง เป็นสัตว์เสริมบารมีของผู้มีศักดิ์ เป็นที่เชิดหน้าชูตาในงานฉลองต่างๆ ใช้งานหนักที่มนุษย์ทำไม่ได้ เช่น ลากซุง เป็นต้น และใช้ในการสงครามรบทัพจับศึก เรียกว่าช้างเก่่ี่ยวข้องกับชีวิตชาวไทย รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่เป็นประเทศไทยก็ได้

ในจำนวนช้างทั้งหลายนั้น ช้างที่มีลักษณะพิเศษ หรือช้างเผือก จัดเป็นช้างคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ เมื่อประชาชนในประเทศนี้พบช้างเผือกต้องนำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็มีทุกรัชกาล ในรัชกาลใดถ้ายังไม่มีประชาชนนำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวาย ก็ต้องเสาะแสวงหาช้างที่มีลักษณะเป็นมงคลตามตำราคชลักษณ์หรือช้างเผือก ซึ่งถือว่าเป็นช้างที่เป็นมงคลยิ่ง ที่เกิดมาเป็นช้างคู่พระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจักรพรรดิเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อได้มาแล้วจะมีการประกอบพิธีรับและพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชให้มียศ มีศักดิ์เป็นพระ พระยา หรือเจ้าพระยาช้างต้น ด้วยเชื่อว่าช้างเผือกจะนำความเจริญรุ่งเรือง ความสงบสุข และความอุดมสมบูรณ์มาสู่ราชอาณาจักรแห่งองค์พระมหากษัตริย์เป็นอเนกอนันต์

คู่พระบารมีรัชกาลที่ 7

ช้างพลายสำคัญคู่พระบารมีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือกำเนิดในพื้นที่ของบริษัท บอเนียว ต.แม่ยางมิ้ม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นลูกช้างที่มีลักษณะกายและนิสัยไม่เหมือนกับช้างอื่นๆ มีผิวกายสีหม้อใหม่ ตาสีม่วง เพดานขาว อันทโกสขาว เล็บขาว ขนที่หัวแลขนตามตัวสีเหลือง ขนหูขาว ขนหางสีเหลืองเจือดำ เมื่อมีอายุ 5 เดือน ลักษณะเหล่านี้มีความชัดเจนมากขึ้น และด้วยนิสัยรักความสะอาด ช่างเล่น แต่มีมารยาทนุ่มนวล ต่างกับจริตกิริยาของช้างธรรมดา ทำให้ลูกช้างดังกล่าวเป็นที่รักของเจ้าหน้าที่บริษัท บอเนียว และเด็กๆ

เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงนครเชียงใหม่ และนายดี เอฟ แมคฟี ผู้จัดการป่าไม้บริษัท บอเนียว พร้อมทั้งประชาชนชาวเชียงใหม่ พร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายลูกช้างเผือกนี้ให้เป็นช้างคู่พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อเจ้าพนักงานตรวจสอบลักษณะแล้ว จึงทราบว่าเป็นพระเศวตกุญชร ตระกูลอัคนิพงศ์ พระคชลักษณ์นามปทุมหัตถี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรช้างคู่พระบารมีที่เชิงดอยสุเทพ นครเชียงใหม่ ในคราวเสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2469 มีเจ้านายฝ่ายเหนือและประชาชนร่วมกันจัดพิธีสมโภชช้างดังกล่าว ณ สนามโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โดยสร้างโรงช้างบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโรงเรียน ตั้งอยู่ด้านหน้าพลับพลาที่ประทับ

ต่อมาได้นำลงมายังกรุงเทพฯ ทางรถไฟ ถือเป็นช้างสำคัญช้างแรกที่มีการเดินทางโดยรถไฟจากนครเชียงใหม่มายังกรุงเทพฯ

ช้างสำคัญเชือกนี้ได้ทำพิธีขึ้นระวางสมโภช ในวันที่ 16 พ.ย. 2470 ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต ได้รับพระราชทานนามว่า พระเศวตคชเดชน์ดิลก ซึ่งถือว่าเป็นช้างคู่พระบารมีในรัชกาลที่ 7 เพียงช้างเดียว

มีเรื่องเล่าว่า ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติในปี 2477 พระองค์เสด็จฯ ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงพระประชวรอย่างต่อเนื่อง พระเศวตคชเดชน์ดิลกซึ่งอยู่ในประเทศไทยก็เริ่มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่กินหญ้า ไม่กินน้ำ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปี 2484 อาการของพระเศวตคชเดชน์ดิลกก็ทรุดลง แต่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปี 2486 พระเศวตกุญชร ช้างคู่พระบารมีในรัชกาลที่ 7 จึงล้มลง

ข่าวล่าสุด

อินเดียยกเลิกแนวคิดบังคับติดตั้งแอป Aadhaar บนสมาร์ทโฟน