
จับตาประเด็นร้อน
สถานการณ์ทางการเมืองในระยะนี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องชะตากรรมของร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ทางการเมืองในระยะนี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องชะตากรรมของร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในช่วงเดือน ก.ค.
แม้เส้นทางของร่างรัฐธรรมนูญกว่าจะถึงวันชี้ชะตาในเดือน ก.ค.จะเป็นเวลาอีก 5 เดือน ประกอบกับระหว่างทางอาจมีตัวแปรอีกหลายอย่าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมีหลายส่วนที่ สปช.จำนวนไม่น้อยเห็นว่าไม่ได้ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศ หากปล่อยให้ผ่านไปอาจเป็นการสร้างปัญหาในอนาคตมากกว่าการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วประเด็นที่เสี่ยงต่อการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไปไม่รอดมีด้วยกันอย่างน้อย 5 ประเด็น คือ
1.อำนาจนายกรัฐมนตรี เพียงแค่การให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส.ก็เป็นเรื่องล่อแหลมพออยู่แล้ว ว่าเป็นการปูพรมแดงให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พอยิ่งมาเจอกับอำนาจนายกรัฐมนตรีที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้นายกฯ มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรแพ้โหวต หากแพ้โหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือให้นายกฯ สามารถเสนอเรื่องเพื่อให้สภาลงมติไว้วางใจตัวเองได้ จึงยิ่งเสี่ยงต่อการสร้างกระแสคว่ำร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นไปอีก
2.ระบบเลือกตั้ง สส. การนำระบบเลือกตั้ง สส.ระบบสัดส่วนมาใช้กับประเทศไทย แม้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีเจตนาที่ดีเพื่อไม่ให้มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภา แต่ก็ต้องแลกกับเสถียรภาพของรัฐบาลที่ต้องเสียไป
ปัญหานี้ย่อมมองได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะถ้าปล่อยให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองมากเหมือนในอดีต ย่อมไม่เป็นหลักประกันความมั่นคงของรัฐบาล หนำซ้ำจะนำไปสู่ปัญหาความไม่โปร่งใสด้วย
3.การไม่มี สว.จากการเลือกตั้งทางตรง การบัญญัติให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม 5 ช่องทาง มีปัญหา สว.ระบบใหม่จะมีความยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ เนื่องจากมีอำนาจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมทั้งตรวจสอบบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งผ่านการใช้อำนาจถอดถอนในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ดังนั้น หากสถานะของ สว.ไม่ได้มาจากประชาชนย่อมก่อให้เกิดปัญหาความชอบธรรมในระยะยาวได้ อย่าได้แปลกใจว่าทำไมกระแสกดดันให้เพิ่มที่มาของ สว.จากการเลือกตั้งทางตรงจังหวัดละ 1 คนเข้าไปผสมกับ สว.จากการเลือกตั้งทางอ้อมถึงแรงมากขึ้น
4.การแทรกแซงกิจการพรรคการเมือง ปมสำคัญอยู่ที่การเปิดให้มีการหยั่งเสียงเพื่อหาผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมือง หรือไพรมารีโหวต โดยอาจเป็นการนำไปสู่การซื้อเสียง 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 เกิดการซื้อเสียงในขั้นตอนไพรมารีโหวตเพื่อให้ตัวเองได้เป็นผู้สมัคร สส. และรอบที่ 2 ที่พอตัวเองได้เป็นผู้สมัคร สส.แล้วก็จะใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้รับตำแหน่ง สส.
5.การสืบทอดอำนาจผ่านองค์กรใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้มีองค์กรใหม่มากมาย แต่ที่เป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 220 คน ซึ่งปรากฏว่าสัดส่วนของสมาชิกสภาชุดนี้จำนวนหนึ่งกลับให้มาจากสมาชิก สปช. 60 คน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 30 คน
แม้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะอ้างถึงการสร้างกลไกการปฏิรูปให้มีความต่อเนื่อง แต่ในเชิงหลักการแล้วก็มีข้อถกเถียงว่าการปฏิรูปประเทศในระยะยาวควรให้เป็นเรื่องของรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ หรือถ้าจะให้มีสภาดังกล่าวก็ควรกำหนดที่มาจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่แม่น้ำ 5 สาย ซึ่งมาจากอำนาจรัฐประหารหรือไม่
เหนืออื่นใดอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญกว่าจะผ่าน สปช.ได้ ต้องออกแรงกันพอสมควร คือ ท่าทีของประธาน กมธ.ยกร่างฯ
ต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ฝากวาทกรรม “ซูเปอร์ประธานาธิบดี” เอาไว้ มีผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง สปช.กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่แนบสนิทมากนัก ถึงปัจจัยนี้อาจไม่ใช่ตัวชี้ขาด แต่หากแผลใจเล็กๆ กลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงถูกแขวนบนเส้นด้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







