
เชื่อมั่นอุตฯทรุด รากหญ้าติดกับวัฏจักรหนี้
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยใน 43 รายอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. พบว่าความเชื่อมั่นลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.9 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกำลังซื้อในประเทศที่หดตัว ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 99.2 ซึ่งค่าดัชนีคาดการณ์ลดลงต่ำกว่าระดับ 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องการให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ผลสำรวจยังพบว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกขนาดลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดย่อมอยู่ที่ 81.9 ลดลงระดับ 82.2 ในเดือนก่อน อุตสาหกรรมขนาดกลางอยู่ที่ 85.9 ลดลงจากระดับ 89.6 และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลดลงเหลือ 98.9 จากระดับ 101.4
นอกจากนี้ ผลการสำรวจที่จำแนกตามตลาดการค้าของภาคอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศลดลงเหลือ 85.3 จากระดับ 88.6 ในเดือน ม.ค. ส่วนกลุ่มที่เน้นส่งออกมีค่าดัชนีลดลงมาอยู่ที่ระดับ 103.8 จาก 105.2 เมื่อเดือนก่อน
“แม้ว่าการค้าชายแดนกับกัมพูชา ลาว และพม่ายังขยายตัวได้ดี แต่ผู้ประกอบการเห็นว่าภาครัฐควรมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบและการลงทุนของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” นายสุพันธุ์ กล่าว
สุพันธ์ุ ระบุว่า แม้กำลังซื้อในประเทศและการส่งออกไตรมาสแรกของปีนี้จะหดตัว แต่เชื่อมั่นว่าสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น ซึ่งในการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เดือนเม.ย.นี้ จะมีการประเมินตัวเลขส่งออกและจีดีพีใหม่
“หากรัฐผลักดันการเบิกจ่ายงบในช่วงครึ่งปีได้อย่างน้อย 35-40% จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อในประเทศเพราะขณะนี้การส่งออกก็ไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจซึมไปทั้งโลก” สุพันธุ์ กล่าว
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการสัมมนา เรื่อง “บทบาท สศก.กับการพัฒนาการเกษตร” ว่า ปัจจุบันมีเงินอุดหนุนภาคเกษตรจากรัฐบาลมีเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อ ซึ่งการใช้นโยบายให้สินเชื่อบวกกับการมีโครงการพักชำระหนี้ ถือเป็นเครื่องมือที่นักการเมืองและหน่วยงานรัฐใช้แก้ปัญหาหนี้เกษตรกรอย่างพร่ำเพรื่อ
“ยุคแห่งการพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เริ่มใช้ตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เกษตรกรติดอยู่ในวัฏจักรหนี้สิน โดยหนี้สินครัวเรือนเกษตรในปี 2556 อยู่ที่ 1.08 หมื่นบาท/คน สูงกว่าหนี้สินครัวเรือนทั่วไปที่อยู่ที่ 1.05 หมื่นบาท/คน” นิพนธ์ กล่าว
อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า สิ่งที่ทำให้ภาคเกษตรของไทยอ่อนแอลงมาจากนโยบายของรัฐบาลที่แปลกๆ เพราะต้องการลองของเพื่อให้ได้คะแนนนิยมจากภาคเกษตร และสิ่งที่น่ากังวลมากคือ การที่นักการเมืองสงเคราะห์ภาคเกษตรด้วยการใช้เงินเข้าไปอุดหนุนมากจนเกินเหตุ จะทำให้ขีดความสามารถและศักยภาพของภาคเกษตรที่เคยเข้มแข็งลดลง จนไม่สามารถทนแรงกดดันของการแข่งขันในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้นได้
เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการ เกษตร (สศก.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจ การเกษตรไตรมาสแรกปี 2558 พบว่า หดตัว 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 โดยสาขาพืชและสาขาบริการทางการเกษตรหดตัวลง แต่สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยลบที่ทำให้เศรษฐกิจการเกษตรหดตัวเป็นผลจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีแล้วถึงถึงไตรมาสแรกของปี 2558
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการ เกษตรทั้งปีคาดว่าจะหดตัว 0.8-1.8% ซึ่งภาครัฐจะต้องเตรียมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะภาวะฝนทิ้งช่วงที่จะยาวนานถึงเดือน พ.ค.นี้







