
รธน.ส่อไม่ผ่าน วัดใจยื้ออำนาจ คสช.
ประเมินเสียงค้านเวลานี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดึงดันเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงปลายทาง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประเมินเสียงค้านเวลานี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดึงดันเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงปลายทาง โดยเฉพาะกับหลายๆ ประเด็นที่ถูกตั้งแง่ว่าจะเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งและสร้างปัญหามากมายในอนาคต
หลายฝ่ายเลยวิเคราะห์ไปทางเดียวกันว่า หากยังไม่มีการปรับแก้ไขเนื้อหาที่ถูกต่อต้าน คงยากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะชี้ขาดให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
สอดรับกับ “สัญญาณ” จาก ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ที่ระบุว่า "สปช.คงไม่ปล่อยรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกไป อย่าคาดหวังว่าเราต้องเห็นชอบเท่านั้น ผมไม่คิดว่ามีธงอยู่ ไม่จำเป็น ถ้าเราปล่อยรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกไปแล้ว ประเทศมีปัญหา สู้ยอมฆ่าตัวตายดีกว่า"
ยิ่งเวลานี้ แทบทุกวงการพร้อมใจกันออกมาสะท้อนความเห็นเป็นห่วงว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาและจะพาสังคม “ถอยหลังเข้าคลอง” เมื่อหลายจุดที่เป็นปัญหาล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญ ที่ถือเป็นหัวใจของกลไกระบบการเมือง
ไล่มาตั้งแต่ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีซึ่งเปิดช่องไม่บังคับต้องเป็น สส. หรือระบบเลือกตั้ง สส.แบบเอ็มเอ็มพี ที่มีต้นแบบจากเยอรมัน ซึ่งมองว่าจะบอนไซพรรคใหญ่ และเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก
เรื่อยมาจนถึงประเด็นที่มา สว. กับการยกเลิกระบบเลือกตั้งโดยตรง จนถูกมองว่าขาดการยึดโยงกับประชาชน และจะเป็นกรุรวมบิ๊กข้าราชการเกษียณอายุ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง และไม่สอดรับกับเส้นทางปฏิรูปข้างหน้า
ที่สำคัญยังมีบรรดาองค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ทั้งเข้ามาควบคุมกลั่นกรองการทำงานของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ รวมทั้งองค์กรใหม่ที่สานต่อภารกิจปฏิรูป ซึ่งถูกมองว่ามีอำนาจเหนือในมือมากเกินไป
เสียงวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านเหล่านี้ ไม่ได้มีแค่นักการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ แต่มีหลายกลุ่มหลายสาขาอาชีพที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาและนับวันคนเหล่านี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงขั้นเป็นปัจจัยที่ สปช.จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาชี้ขาดว่าจะผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
ขณะนี้กรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมืองใน สปช.เริ่มประกาศจองกฐินเตรียมชำแหละร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ เป็นที่เรียบร้อยในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก ศ.เทียนฉาย ให้ทำหน้าที่ศึกษาในประเด็นสำคัญๆ ไล่เรียงกันมาทั้ง 6 ประเด็น
ได้แก่ 1.ระบบรัฐสภา 2.ที่มาของนายกรัฐมนตรี 3.องค์กรอิสระ 4.รูปแบบพรรคการเมือง 5.การจัดการเลือกตั้ง ที่จะให้จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือจะให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) และ 6.บทเฉพาะกาล
หัวข้อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยน หรือไม่มีคำชี้แจงจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่พอจะรับฟังได้ ก็คงยากที่ สปช.จะยอมปล่อยผ่าน
“หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยก็เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯ จะรับฟัง ซึ่งการอภิปรายคงไม่ใช่เป็นการเอาชนะกัน เพราะทุกคนอยากให้รัฐธรรมนูญออกมาดีที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ บรรยากาศก็คงเป็นไปด้วยความประนีประนอม ซึ่งหลักคิดของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่เป็นประเด็นที่เราต้องศึกษาถกเถียงกัน” วันชัย สอนศิริ หนึ่งใน กมธ.ปฏิรูป กล่าว
อย่าลืมเรื่องปัญหา “เกาเหลา” ในอดีตระหว่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ซึ่งอาจเติมเชื้อทำให้การพิจารณาของ สปช.ดุเดือดมากยิ่งขึ้น
ครั้งนั้นแนวคิดเรื่องเลือกตั้งตรงนายกรัฐมนตรีของสมบัติถูกถล่มจากบวรศักดิ์ว่าจะทำให้มีอำนาจเป็น “ซูเปอร์ประธานาธิบดี” จนต้องปิดประตูตายแนวคิดนี้
รอบนี้ถ้าหาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ฟังเสียง สปช. ร่างรัฐธรรมนูญคงจะผ่านด่าน สปช.ไปได้ยาก
คำถามต่อไปคือ หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่ากระบวนการตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ระบุชัดเจนว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช.จะต้องพ้นตำแหน่ง ทุกอย่างวนกลับไปนับหนึ่งกันใหม่อีกรอบ
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะหาทางประนีประนอมพบกันตรงกลางเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ หรือจะยอมให้ทุกอย่างวนกลับไปเริ่มต้นกันใหม่
ยิ่งเวลานี้มีเสียงออกมาดักคอว่า หาก สปช.ตีตกร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นแผนการยื้ออยู่ในอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป เพื่อทำให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ดังจะเห็นว่าเวลานี้ ทั้งเรื่อง “ปฏิรูป” หรือ “รัฐธรรมนูญ” หรือ “ปรองดอง” ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หากปล่อยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปอย่างกระท่อนกระแท่นเช่นนี้ คงยากที่การปฏิรูปครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และจะทำให้ทุกอย่างที่พยายามทำมาล้มเหลวทั้งหมด
ทุกอย่างชวนให้คิดถึงคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ว่า “ผมจะไม่ยอมให้ปฏิรูปครั้งนี้เสียเปล่า”







